เนื่องด้วยวันที่ 11 พ.ค.2569 เป็นวันครบรอบชาตกาล 126 ปีของท่านรัฐบุรุษอาวุโส ศ.ดร.ปรีดี พนมยงค์ ทางสถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานเสวนา PRIDI Talks##35 หัวข้อ “จากมติเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้นธารสู่การปฏิรูปองค์กรอิสระ”
เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการเกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปองค์กรอิสระ โดยอาศัยแนวคิด “ประชาธิปไตยสมบูรณ์” และ “หลักนิติธรรม” ของ ปรีดี พนมยงค์ เป็นฐานในการวิเคราะห์และเสนอแนวทางฟื้นฟูสมดุลระหว่างกลไกตรวจสอบกับอำนาจอธิปไตยของประชาชน
ตลอดจนสร้างความตระหนักรู้ต่อความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในฐานะกลไกสำคัญในการยุติวงจรความขัดแย้งทางกฎหมายและการเมือง อันจะนำไปสู่การพัฒนาสถาบันการเมืองที่มีความโปร่งใส ยึดโยงกับประชาชน และสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน
อำนาจอธิปไตยของประชาชน และ ระบอบประชาธิปไตยกำลังอยู่ในความสุ่มเสี่ยงจากความไม่เชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ ความไม่เชื่อมั่นเป็นผลจากรัฐธรรมนูญที่ทำให้ที่มาขององค์กรอิสระไม่ยึดโยงกับประชาชน
มีปัญหาความโปร่งใสในการทำงาน การดำเนินการและตัดสินคดีที่ไม่มีมาตรฐานหรือหลายมาตรฐาน ตลอดจนการขยายอำนาจและใช้อำนาจเกินขอบเขตรุกล้ำอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร
การปฏิรูปองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2560 (ศาลรัฐธรรมนูญ, กกต., ผู้ตรวจการแผ่นดิน, ป.ป.ช., สตง., สิทธิมนุษยชน) กลายเป็นประเด็นสำคัญในประชาธิปไตยไทยช่วงปี 2569 เนื่องจากถูกวิจารณ์ว่าใช้อำนาจมากเกินไป ขาดความรับผิดชอบต่อประชาชน และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง
ข้อเสนอหลักคือ การปรับปรุงที่มาและการตรวจสอบเพื่อถ่วงดุลอำนาจ เราต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดการปฏิรูปองค์กรอิสระก่อนประชาธิปไตยล่มสลาย
การจัดสมดุลอำนาจตามความต้องการของเครือข่ายจารีตอนุรักษ์ ที่ไม่เชื่อมั่นในเจตจำนงและเสียงของราษฎร ได้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญปี 2560 องค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญมีอำนาจเหนืออำนาจของประชาชนและอำนาจขององค์กรที่มาจากประชาชน
ประเทศไทยต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมือง สังคมครั้งใหญ่ ต้องหยุดโครงสร้างที่กดทับ “คนส่วนใหญ่” ไม่ให้เข้าถึงโอกาส ไม่สามารถเข้าถึงความจำเป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรม
โครงสร้างอันไม่เป็นธรรมเหล่านี้จะทำให้ ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไม่มีสันติสุข เกิดความรุนแรงทางการเมือง ความขัดแย้งทางสังคมเป็นระยะๆ มี “รัฐประหาร” เฉลี่ย 4-5 ปีต่อครั้ง ยังคงเป็นประเทศด้อยพัฒนาทางประชาธิปไตยแม้นจะมีการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย 24 มิถุนา มาแล้วเกือบ 93 ปี
รัฐบาลต้องเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญใหม่ตามประชามติ รัฐธรรมนูญปี 2560 นั้นไม่ได้ร่างขึ้นมาด้วยความคิดจะหาสมดุลแห่งอำนาจที่ลงตัว แต่คิดจะสร้างระบบที่ถาวรมั่นคงด้วยการจัดสมดุลแห่งอำนาจตามแนวคิดแบบจารีตอนุรักษนิยม
เราต้องร่วมกันหยุดนิติสงครามทำลายหลักนิติธรรม สั่นคลอนเสถียรภาพการเมือง ฉุดประเทศถอยหลัง การกำหนดมาตรฐานจริยธรรมและตีความมาตรฐานจริยธรรมนักการเมืองเพื่อเอาผิดหรือตัดสิทธินักการเมือง และทำให้พ้นจากตำแหน่งได้ กลายเป็นกลไกในการให้รัฐบาลพ้นจากอำนาจการบริหารประเทศ หากเป็นรัฐบาลเลือกตั้งที่ผู้มีอำนาจไม่ต้องการ

