วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม 2569

Login
Login

จากโวลคเกอร์ถึงอนุทิน ทำไมการกระตุ้นอุปสงค์เพียงอย่างเดียวอาจไม่พอยามที่เกิดอุปทานช็อก

จากโวลคเกอร์ถึงอนุทิน ทำไมการกระตุ้นอุปสงค์เพียงอย่างเดียวอาจไม่พอยามที่เกิดอุปทานช็อก

ในเดือนเมษายน 2569 อัตราเงินเฟ้อของไทยพุ่งจากติดลบร้อยละ 0.08 เป็นบวกร้อยละ 2.89 ภายในเดือนเดียว สูงสุดในรอบ 38 เดือน

ในขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 ให้เหลือเพียงร้อยละ 1.5 ทำให้คำว่าสเตกเฟลชัน (stagflation) หรือภาวะเศรษฐกิจชะงักงันที่มาพร้อมเงินเฟ้อสูง กลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง

คำถามคือ ในเมื่อปัญหาของไทยมาจากทั้งฝั่งอุปสงค์ที่อ่อนแอและฝั่งอุปทานที่ต้นทุนสูงขึ้นพร้อมกัน การกระตุ้นอุปสงค์เพียงอย่างเดียวจะเพียงพอหรือไม่

ประวัติศาสตร์ให้คำตอบที่ค่อนข้างชัดเจน คำว่าสเตกเฟลชันถูกบัญญัติโดยเอียน แม็คเลียดในปี 2508 ก่อนที่ทศวรรษ 1970 จะพิสูจน์ว่าเส้นโค้งฟิลลิปส์ (Phillips Curve) ที่อธิบายว่าเงินเฟ้อกับการว่างงานมีความสัมพันธ์แบบสวนทางกัน ซึ่งเป็นจริงเฉพาะระยะสั้น และเป็นจริงในบางสถานการณ์เท่านั้น 

สหรัฐระหว่างปี 2516-2525 เผชิญสเตกเฟลชันจากทั้งฝั่งอุปทาน (วิกฤติน้ำมันโอเปก 2516 และอิหร่าน 2522) และฝั่งอุปสงค์จากนโยบายการเงินผ่อนคลายเกินไป สร้างความปวดหัวในกับรัฐบาลในช่วงนั้น

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในปี 2522 เมื่อพอล โวลคเกอร์ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนแตะร้อยละ 20 ในปี 2524 การว่างงานพุ่งสู่ร้อยละ 10.8 แต่เงินเฟ้อลดจากร้อยละ 13.5 เหลือร้อยละ 3.2 ภายในสามปี ความสำเร็จนี้ได้รับการเสริมจากการปฏิรูปด้านอุปทานในยุคเรแกน

สำหรับในประเทศอังกฤษ นางมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ ที่เข้ามาในปี 2522 หลังเงินเฟ้อแตะร้อยละ 25 ใช้ทั้งลัทธิการเงินนิยม (monetarism) และปฏิรูปโครงสร้างควบคู่กันไป ทั้งสองกรณียืนยันว่าการแก้สเตกเฟลชันต้องอาศัยทั้งวินัยทางการเงินและการปรับด้านอุปทาน

ในทางกลับกัน ลาตินอเมริกาในทศวรรษ 1980 ใช้แผนนอกตำรา ด้วยการตรึงราคาและค่าจ้าง แต่ไม่ได้แก้ปัญหาขาดดุลการคลัง จนกลายเป็นภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ตุรกีในช่วงปี 2561-2567 ลดดอกเบี้ยขณะเงินเฟ้อพุ่ง ผลคือเงินเฟ้อแตะร้อยละ 85 ในเดือนตุลาคม 2565 

บทเรียนสามประการที่สรุปได้คือ การควบคุมราคามีโอกาสล้มเหลวสูง ความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางเป็นสิ่งจำเป็นแต่ยังไม่เพียงพอ ต้องมีมาตรการด้านอุปทานควบคู่ และการแก้ที่ต้นเหตุดีกว่าแก้ที่ปลายเหตุ

หันกลับมาที่ไทย เศรษฐกิจกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งสองด้านพร้อมกัน ฝั่งอุปทานเริ่มจากสงครามอิหร่าน-สหรัฐ ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดบางส่วน ราคาดีเซลพุ่งจาก 29.94 เป็น 50.54 บาทต่อลิตรในวันที่ 7 เมษายน เพิ่มขึ้นร้อยละ 69 ภายในห้าสัปดาห์

ที่น่ากังวลกว่าคือ แรงกดดันตามมา ทั้งภัยแล้งที่กระทบผลผลิตเกษตร ราคาปุ๋ยตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำมันในครึ่งปีหลังหากสงครามยืดเยื้อ

ในอีกด้านหนึ่ง อุปสงค์ของไทยอ่อนแอเรื้อรังมาก่อนถูกกระทบด้วยอุปทานช็อกด้วยซ้ำ หนี้ครัวเรือนอาจจะขยับขึ้นจนคิดเป็นเกือบ 87% ของจีดีพี การส่งออกที่เผชิญภาษีตอบโต้สหรัฐ การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวช้า และค่าจ้างที่แท้จริงติดลบมาตลอดช่วงหลังโควิด

สถานการณ์ไทยจึงต่างจากสเตกเฟลชันคลาสสิกในทศวรรษ 1970 ตรงที่ของไทยเป็นการที่อุปสงค์อ่อนแออยู่แล้วก่อนถูกกระทบด้วยอุปทานช็อกจากภายนอก

ด้วยลักษณะปัญหาเช่นนี้ การกระตุ้นอุปสงค์เพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ ด้วยเหตุผล 3 ประการ 

1.ต้นเหตุของเงินเฟ้ออยู่ที่ฝั่งอุปทาน การเพิ่มกำลังซื้อโดยไม่ลดต้นทุนการผลิตจึงไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ 

2.ครัวเรือนรายได้น้อยและปานกลางมีแนวโน้มนำเงินกระตุ้นไปซื้ออาหารและพลังงาน ซึ่งเป็นสินค้ากลุ่มเดียวกับที่อุปทานตึงตัว เงินที่ใส่เข้าไปอาจถูกแปลงเป็นราคาที่สูงขึ้นมากกว่าปริมาณ 

3.เมื่อต้นทุนผู้ประกอบการไม่ลดลง ก็ต้องผลักภาระไปยังผู้บริโภค ทำให้เงินเฟ้อคาดการณ์สูงขึ้น และเมื่อฝังตัวแล้ว การแก้ในภายหลังมีต้นทุนสูงมาก

การที่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังจะออกพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 แสนล้านบาทบรรเทาค่าครองชีพ และอีก 2 แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน สะท้อนการคำนึงถึงทั้งสองด้าน ซึ่งเป็นทิศทางถูกต้อง แต่การแจกเงินแก่ประชาชน 30 ล้านคน อาจไม่ตรงเป้ากลุ่มและไม่ได้เกิดประโยชน์เต็มที่ต่อผู้ได้รับผลกระทบสูงสุด 

นอกจากนี้แล้ว สิ่งที่ยังขาดคือมาตรการเสริมด้านอุปทานระยะสั้น เช่น ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันชั่วคราว ช่วยเกษตรกรเรื่องปุ๋ย เตรียมรับมือภัยแล้ง การให้เงินอุดหนุนการจ้างงานแก่ผู้ประกอบการ การยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจ และกระจายแหล่งพลังงาน 

บทเรียนจากโวลคเกอร์ แทตเชอร์ ลาตินอเมริกา และตุรกี ชี้ตรงกันว่าต้องรักษาความน่าเชื่อถือของธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีอยู่ให้อยู่ในระดับนี้ต่อไป ควบคู่ไปกับการใช้นโยบายการคลังตรงเป้า และเสริมด้วยมาตรการด้านอุปทาน เพื่อให้ทุกบาทมีประสิทธิผลสูงสุดในการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไทย