งานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติส่งสัญญาณตรงกันว่า ในอนาคตมีโอกาสเกิดภัยพิบัติโดยเฉพาะเหตุการณ์สุดขั้ว (Extreme Events) ที่ถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น ซับซ้อนขึ้น และกระทบชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ
การคิดเรื่องความพร้อมรับภัยพิบัติจึงต้องปรับใหม่ โดยในอดีต เรามักเข้าใจการเตรียมพร้อมว่าเป็นเรื่องของอุปกรณ์ฉุกเฉิน เช่น ไฟฉาย น้ำดื่ม อาหารแห้ง วิทยุ ยา หรือกระเป๋ายังชีพที่ต้องเตรียมไว้ในบ้าน
แต่ประสบการณ์จริงคือ ประชาชนจำนวนมากไม่ได้เตรียมพร้อมเสมอ บางคนซื้อของฉุกเฉินแล้วเก็บไว้จนหมดอายุ บางคนคิดว่าภัยพิบัติยังไกลตัว และบางคนไม่มีเงินเหลือมากพอที่จะเตรียมชุดฉุกเฉินแยกต่างหากสำหรับเหตุการณ์ที่อาจไม่รู้ว่าจะเกิดหรือไม่และเกิดเมื่อไร
ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่เผชิญภัยพิบัติบ่อยและหลายประเภท ได้พัฒนาแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจมาก ชื่อว่า “Phase Free” โดยตั้งคำถามว่า เราจะทำให้ชีวิตประจำวันของคนพร้อมรับภัยโดยไม่รู้ตัวได้อย่างไร
Phase Free คือการลดเส้นแบ่งระหว่าง “ภาวะปกติ” กับ “ภาวะฉุกเฉิน” ให้มากที่สุด โดยออกแบบสิ่งของ บริการ พื้นที่ และระบบที่ใช้ดีในวันปกติ และยังช่วยให้คนปลอดภัยหรืออยู่รอดได้ดีขึ้นในวันวิกฤติ ให้ความสำคัญกับการไม่แยกชีวิตประจำวันออกจากการป้องกันภัยพิบัติ
แก่นของ Phase Free คือ การใช้ของเดิมในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นความพร้อมรับภัยโดยไม่รู้ตัว กระเป๋าที่ใช้ไปทำงานทุกวันมีช่องสำหรับเก็บไฟฉาย พาวเวอร์แบงก์ ยาและเอกสารสำคัญ รองเท้าทำงานผู้ชายออกแบบให้เบาและเดินไกลได้จริงเมื่อรถไฟหยุดวิ่ง เครื่องฟอกอากาศในบ้านที่มีฟังก์ชันแจ้งเตือนภัยพิบัติได้
บ้านที่ออกแบบให้อยู่สบายในวันปกติมีระบบสำรองน้ำและไฟฟ้าในวันวิกฤติ โรงเรียนที่มีสนามเด็กเล่นที่สามารถปรับเป็นพื้นที่รับน้ำชั่วคราว สวนสาธารณะที่เป็นพื้นที่พักผ่อนอาจกลายเป็นจุดรวมพล จุดแจกจ่ายของ หรือพื้นที่อพยพในยามภัยพิบัติ โรงแรมที่เป็นที่พักในวันปกติอาจเคลื่อนย้ายไปเป็นที่พักฉุกเฉินได้เมื่อเกิดเหตุ
แนวคิดนี้ยอมรับความจริงว่ามนุษย์ไม่ได้มีวินัยมากนัก เราไม่ได้ตื่นตัวตลอดเวลา และไม่ได้เตรียมพร้อมเพียงเพราะมีการรณรงค์ให้เตรียมพร้อม การออกแบบ Phase Free ไม่ฝากความปลอดภัยไว้กับความตั้งใจของประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่ฝังความพร้อมไว้ในโครงสร้างชีวิตปกติประจำวัน
ยิ่งสิ่งนั้นถูกใช้จริงในทุกๆ วัน ยิ่งมีโอกาสพร้อมใช้งานในวันวิกฤติ ต่างจากของฉุกเฉินที่เก็บไว้ในตู้จนเราอาจไม่รู้ว่ายังใช้ได้หรือไม่
ทุกวันนี้ในญี่ปุ่นมีโรงแรมโมดูลาร์หรือ Mobile Rescue Hotel ซึ่งในภาวะปกติทำหน้าที่เป็นโรงแรม แต่ในยามภัยพิบัติสามารถเคลื่อนย้ายไปเป็นที่พักชั่วคราวหรือฐานสนับสนุนในพื้นที่ประสบภัยได้ แนวคิดเช่นนี้เปลี่ยนโรงแรมจากเรื่องทางธุรกิจให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านความยืดหยุ่นของประเทศ
Phase Free ได้ขยายจากสิ่งของทางกายภาพไปสู่บริการดิจิทัลและระบบข้อมูล ข้อมูลที่ใช้ในวันปกติ เช่น ข้อมูลอาคาร ข้อมูลคนเปราะบาง ข้อมูลเส้นทาง ข้อมูลพลังงาน และข้อมูลชุมชน กลายเป็นข้อมูลสำคัญในวันวิกฤติได้ทันที ทำให้ Phase Free เชื่อมโยงกับแนวคิดเมืองอัจฉริยะ ดิจิทัลทวิน และระบบเตือนภัยยุคใหม่ได้โดยตรง
สำหรับประเทศไทย Phase Free เป็นแนวคิดที่ควรนำมาคิดต่ออย่างจริงจัง เพราะภัยพิบัติของไทยไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกแล้ว ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับอุทกภัยกว่า 40,000 ครั้ง มูลค่าความเสียหายรวมมากกว่า 12 ล้านล้านบาท กรณีมหาอุทกภัยภาคใต้และหาดใหญ่ปลายปี 2568 นั้น
สมาคมธนาคารไทยประเมินมูลค่าความเสียหายกว่า 2 แสนล้านบาท และไทยยังมีอุทกภัยและภัยต่างๆ เกิดขึ้นจำนวนมากในแต่ละปี เช่น ในปี 2567 เกิดอุทกภัย 1,159 ครั้ง กระทบ 24,619 หมู่บ้าน แต่การเตรียมพร้อมของประชาชน ชุมชน และท้องถิ่นยังพร้อมและยังไม่ฝังเข้าไปในชีวิตประจำวัน
หากมองผ่าน Phase Free โรงเรียนสามารถออกแบบสนามให้เป็นทั้งพื้นที่เล่นและพื้นที่รับน้ำชั่วคราว ห้องประชุมอาจเป็นศูนย์พักพิงได้ ระบบเสียงตามสายอาจใช้ทั้งกิจกรรมประจำวันและแจ้งเตือนภัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถปรับศาลาประชาคมให้เป็นทั้งพื้นที่ตลาดชุมชน จุดชาร์จไฟ จุดแจกน้ำ และศูนย์ข้อมูลในวันวิกฤติ
บ้านเรือนอาจมีถังน้ำสำรองที่หมุนเวียนใช้จริง ไม่ใช่ถังที่ตั้งทิ้งไว้ แบตเตอรี่หรือโซลาร์รูฟอาจช่วยลดค่าไฟในวันปกติและช่วยให้มีไฟใช้ในวันไฟดับ ออฟฟิศอาจมีพื้นที่ทำงานที่แปลงเป็นที่พักชั่วคราวสำหรับพนักงานเมื่อระบบขนส่งหยุดชะงัก
ในระดับนโยบาย ไทยสามารถเริ่มจากการสร้าง “Phase Free Thailand Guideline” สำหรับอาคารสาธารณะ โรงเรียน โรงพยาบาล อปท. ตลาด สวนสาธารณะ และที่อยู่อาศัย โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการใหญ่ราคาแพง แต่เริ่มจากหลักง่าย ๆ ว่า สิ่งใดที่รัฐลงทุนอยู่แล้วในชีวิตปกติ ควรออกแบบให้มีคุณค่าในภาวะวิกฤติด้วย
งบประมาณสวนสาธารณะควรคิดเรื่องพื้นที่อพยพ งบโรงเรียนควรคิดเรื่องการแปลงเป็นศูนย์พักพิงที่ดี งบอาคารราชการควรคิดเรื่องไฟสำรอง น้ำสำรอง และการสื่อสาร งบเมืองอัจฉริยะควรคิดเรื่องข้อมูลภัยพิบัติและการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการกระตุ้นเอกชนและรับรองมาตรฐานสินค้าและบริการที่เป็น Phase Free
Phase Free เป็นอีกคำตอบสำหรับเตรียมรับมือกับภัยและวิกฤติในอนาคต ที่ไม่ต้องรอให้คนเตรียมพร้อม แต่ออกแบบให้ชีวิตประจำวันพร้อมรับภัยไปโดยไม่รู้ตัว

