ถ้าใครไม่ได้ติดตามเรื่องเศรษฐกิจการค้าในช่วงโควิด-19 เพราะมีเรื่องอื่นให้ต้องสนใจมากกว่าอาจฉงนใจกับคำว่า “Unicorn” ที่ปรากฏให้เห็นอยู่บ่อย ๆ ในปัจจุบัน ผมไปค้นเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังเพราะนับวันดูจะมีความสำคัญมากขึ้นในชีวิตของเรา
Unicorn คือสัตว์ในนิยายของโลกตะวันตก มีร่างกายเหมือนม้าสีขาว (บ้างก็ว่าเหมือนวัว หรือเหมือนแพะ) ที่มีเขาเดียวแหลมยื่นออกมายาว มันเป็นที่รู้จักกันมาไม่ต่ำกว่า 4,000 ปี เป็นสัตว์ลึกลับที่พบยากมากและเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ
หลังจากมันอยู่ของมันดี ๆ มาหลายพันปีก็เกิดเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในปลายศตวรรษที่ 20 และต้นศตวรรษที่ 21 เมื่อปรากฏภาพบนของเล่นเด็ก ลายผ้า เครื่องเขียน หนังสือนิยายภาษาอังกฤษ โลกแฟชั่น อาหาร โลกมือถือ ฯลฯ จนเกิดเป็นกระแส Unicorn ขึ้น
ในปี 2556 นักธุรกิจเงินร่วมลงทุน (venture capitalist) ชาวอเมริกันแห่งธุรกิจ Cowboy Ventures เขียนบทความเรียกธุรกิจเสี่ยงร่วมลงทุนที่อยู่ในช่วงเริ่มประกอบการ หรือสตาร์ตอัป (start-up) โดยมีมูลค่าของบริษัทเกินกว่า 1,000 ล้านเหรียญขึ้นไป (32,000 ล้านบาท) ว่า Unicorn เป็นครั้งแรกโดยมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 39 แห่งในสหรัฐ และติดปากเรียกกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
สิ่งที่นักร่วมลงทุนให้ความสนใจจนเรียกว่า Unicorn ก็คือ เป็นสตาร์ตอัปที่เชื่อว่ามีอนาคตดีมาก มีศักยภาพในการสร้างกำไรมหาศาล เเละในตอนเเรกมีอัตราการเจริญเติบโตของมูลค่าบริษัทสูง(มีเงินร่วมลงทุนเเละมีการลงทุนสูง)จนเปรียบเสมือนกับเป็นความสำเร็จอย่างลึกลับเเละหายากเหมือนกับเป็น Unicorn ในนิยาย
ขอลำดับประวัติศาสตร์ของปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Unicorn ดังนี้ (1) ก่อนหน้าปี 2553 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนมีการเรียกชื่อ Unicorn มีสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอยู่หลายแห่งแต่การขยายตัวเป็นไปอย่างเชื่องช้า เช่น Amazon ตั้งในปี 2537 / Google ตั้งในปี 2541
(2) 2553-2558 การเกิดของยุค Unicorn โดยมีสตาร์ตอัปแรก ๆ ได้แก่ Uber / Airbnb / Dropbox ฯลฯ สตาร์ตอัปเหล่านี้ขยายไปสู่ระดับโลก มีทรัพย์สินไม่มาก (Uber ไม่มีรถแท็กซี่ของตนเองสักคัน และ Airbnb ก็ไม่มีบ้านของตนเองให้เช่าสักหลัง) แต่เติบโตอย่างรวดเร็วมาก กำไรอาจมีน้อยในตอนเเรกแต่มุ่งหวังกำไรมหาศาลในอนาคต
(3) 2559-2564 (ยุคระเบิดของ Unicorn) Unicorn เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา มีเงินลงทุนจากโลกไหลเข้าไปมากมายเพราะอัตราดอกเบี้ยโลกต่ำ
พวก venture capital ก็บุกหนักมาก ท่ามกลางธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ยึดครอง (ที่โดดเด่นในบ้านเราก็คือ YouTube / Line /Facebook) ก่อนหน้า 2564 มี Unicorn ทั้งโลกอยู่ประมาณ 1,000 ตัว ซึ่งตัวยักษ์ก็คือ ByteDance / Stripe / SpaceX ฯลฯ
(4) 2565-ปัจจุบัน คือยุคเจอของจริง อัตราดอกเบี้ยเริ่มสูงขึ้น เงินลงทุนชักตึงตัว และเริ่มกังวลว่าจะมีกำไรมากเหมือนกับมูลค่าบริษัทที่สูงหรือไม่ นอกจากนี้ก็เริ่มตระหนักว่ามูลค่าเหล่านี้ล้วนประเมินกันเอง ไม่มีเกณฑ์มาตรฐานรับรองเพราะยังไม่ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นเรื่องเป็นราว
ดังนั้น Unicorn เกิดใหม่จึงมีน้อยลง มีการปรับมูลค่าบริษัทให้อยู่ในโลกจริง เเละเริ่มพิจารณาการอยู่รอดในระยะยาวมากกว่ามูลค่าบริษัทเเต่เพียงอย่างเดียว
สถิติมีว่าจำนวน Unicorn ที่ขึ้นสูงสุดคือ 1,200-1,400 ตัวทั้งโลกในช่วง 2564-2565 ปัจจุบันมีจำนวนน้อยลงเมื่อมีการทบทวนมูลค่าบริษัทกันใหม่หลังจากหลายธุรกิจพังไปและมีมูลค่าต่ำกว่า 1,000 ล้านเหรียญ
ดังนั้น จึงหลุดไปจากการเป็น Unicorn ธุรกิจของ Unicorn ส่วนใหญ่ก็คือโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม โลจิสติกส์ เทคโนโลยีด้านการเงิน การท่องเที่ยว การดูแลสุขภาพ เทคโนโลยีไอที การจัดการข้อมูล อีคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะ AI ที่ร้อนแรงสุด ๆ
หากแยกรายประเทศ สหรัฐมี Unicorn ประมาณครึ่งหนึ่งของทั้งหมด (ครอบงำโดยธุรกิจจาก Silicon Valley) จีนมีจำนวนมากแต่ไม่ปรากฏตัวเลข นอกจากนี้ก็มีอินเดีย อังกฤษ เยอรมนี และสิงคโปร์
สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางของสตาร์ตอัปในอาเซียนโดยเฉพาะด้านการเงิน Unicorn สำคัญได้แก่ Grab / Lazada (สนับสนุนโดยกลุ่ม Alibaba / Sea Group (Shopee, Gareena) อินโดนีเซียมีจำนวน Unicorn มากสุดในอาเซียน เช่น GoJek / Tokopedia / Traveloka ฯลฯ
เวียดนามมี Unicorn ไม่มากตัวแต่ที่มีชื่อเสียงคือ VNG corporation (ธุรกิจเกมออนไลน์) ฟิลิปปินส์มี Mynt (G Cash) ในธุรกิจเทคโนโลยีด้านการเงิน ส่วนไทยมีเพียง 1 ตัว คือ Flash Express (ส่งของ) ทั้ง ASEAN มี Unicorn 40-60 ตัว แต่ละตัวไม่ใหญ่เท่าขนาดของสหรัฐและจีน แต่เติบโตเร็วมาก
บางท่านอาจสงสัยว่าเหตุใดคำว่า Unicorn จึงติดปากและใช้กันไปทั่ว เหตุผลมีดังนี้ (1) ช่วยแก้ไขปัญหาการสื่อสาร เเค่เอ่ยคำว่า Unicorn ก็เข้าใจกันโดยไม่ต้องสาธยาย อีกทั้งจำง่าย และเร้าอารมณ์เพราะมันลึกลับ หายาก และดูมีเสน่ห์ (2) ทำให้จูงใจนักร่วมลงทุนเพราะจัดไว้เป็นประเภทหนึ่งเพื่อง่ายต่อการตัดสินใจและเห็นภาพ
(3) สอดคล้องกับเหตุการณ์ในตลาดก่อน 2556 ที่เริ่มมีธุรกิจชนิดนี้แต่ยังไม่มีชื่อเรียก (4) มีตัวเลข 1,000 ล้านเหรียญอยู่เบื้องหลังจึงทำให้ง่ายต่อความเข้าใจขนาดของการลงทุน (5) สื่อรับไปสื่อสารต่อได้โดยง่าย และสอดคล้องกับกระแสนิยม Unicorn
สิ่งที่ต้องระวังในการลงทุน Unicorn ก็คือมันเป็นสตาร์ตอัปที่อยู่บนความคาดหวัง และเป็น Unicorn ก็เพราะคำจำกัดความของมูลค่าบริษัท ซึ่งเป็นการตีค่ากันเองโดยไม่มีการรับรองโดยทางการ บ้างก็ตีค่าเกินความจริง บ้างก็ใช้โซเชียลเชียร์จนมูลค่าสูงเกินจริง การเลือกลงทุนในสตาร์ตอัปเปรียบเสมือนกับการซื้อลอตเตอรี่คือซื้อความฝัน
Unicorn ช่วยแปรเปลี่ยนความซับซ้อนทางการเงินในโลกจริงของเงินลงทุนและการตีมูลค่าของบริษัทให้เป็นสิ่งที่ง่ายต่อความเข้าใจโดยใช้สัตว์ที่ล้วนเชื่อว่ายืนอยู่เบื้องหลังลอตเตอรี่แต่ละใบเหล่านั้น

