เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดร.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ให้ความรู้ทางการเงินที่น่าสนใจไว้ในงาน Money Expo ผู้เขียนจึงขอบอกต่อเรื่องราวดี ๆ กันนะคะ
๐ ทำไมคนไทยจึงมีปัญหาหนี้ครัวเรือนกันมาก
สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของคนไทยมีลักษณะ (1) เป็นหนี้เร็วขึ้น โดย 50% ของคนไทยอายุ 30 ปีมีหนี้ และประมาณ 1 ใน 5 ของกลุ่มดังกล่าวเป็นหนี้เสีย (2) เป็นหนี้มากขึ้น โดยสัดส่วนประชากรที่เป็นหนี้เพิ่มขึ้น จากราว 20% ในอดีต เป็น กว่า 30%
และ (3) เป็นหนี้นานขึ้น แม้จะเกษียณอายุ ก็ยังใช้หนี้ไม่หมด โดยคนอายุ 60-69 ปี มีหนี้เฉลี่ยราว 4.5 แสนบาทต่อราย ส่วนคนอายุ 70-79 ปี มีหนี้เฉลี่ยเกือบ 3 แสนบาท
เมื่อดูประเภทหนี้ครัวเรือนของไทยเทียบกับต่างประเทศแล้ว พบว่า ไทยมีสัดส่วนหนี้ส่วนบุคคลหรือ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดทรัพย์สินหรือรายได้ มากกว่าหลายประเทศ โดยไทยมีหนี้บ้าน 35% หนี้รถยนต์ 8% หนี้เพื่อประกอบอาชีพและอื่น ๆ 27% และมีหนี้ส่วนบุคคล บัตรเครดิต สูงถึง 30%
ขณะที่เกาหลีใต้ที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนรวมต่อ GDP สูงกว่าไทย กลับมีสัดส่วนหนี้อุปโภคบริโภคเพียง 6% มีหนี้บ้าน 42% และส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อธุรกิจ/ ซื้อหลักทรัพย์และอื่น ๆ
สาเหตุหลักที่คนไทยมีหนี้มาจากรายจ่ายสูงกว่ารายได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงควรแก้ปัญหาหนี้ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมใช้เงินกันนะคะ
๐ การวางแผนแก้หนี้ ควรทำอย่างไร
เริ่มจากตัวเราเองก่อน ด้วยการปรับพฤติกรรม คือ สูตรสำเร็จการแก้หนี้ที่ดีที่สุดค่ะ โดยเฉพาะการลดรายจ่าย น่าจะเป็นทางออกที่ทำเองได้เลย นอกจากนี้ เป็นการหารายได้เพิ่ม และ การขายทรัพย์สินเพื่อนำไปโปะลดภาระหนี้สินค่ะ
เมื่อลูกหนี้รู้สึกว่าสู้เองไม่ไหว สามารถติดต่อเจ้าหนี้เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ โดยควรศึกษาทางเลือกการปรับโครงสร้างหนี้แบบต่าง ๆ และเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจรูปแบบที่เหมาะกับตนเอง
หากยังมีข้อสงสัย สามารถหาตัวช่วยเพิ่ม โดยแบงก์ชาติมีโครงการ “หมอหนี้เพื่อประชาชน” เพื่อให้คำปรึกษาแก่ลูกหนี้ รวมทั้งมี “ทางด่วนแก้หนี้” ซึ่งเป็นช่องทางเสริมออนไลน์ในการขอความช่วยเหลือด้านการผ่อนชำระหนี้ค่ะ
กรณีลูกหนี้ที่มีหนี้เสียค้างชำระเกินกว่า 120 วัน ในกลุ่มหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน รวมไม่เกิน 2 ล้านบาท สามารถเข้าร่วมโครงการ “คลินิกแก้หนี้ by SAM”ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยจะจ่ายดอกเบี้ยในอัตราต่ำราว 3-5% และผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี
โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” มีระยะเวลา 3 ปี เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย NPL ที่ค้างชำระเกินกว่า 90 วัน (โดยใช้สถานะหนี้ ณ 30 ก.ย. 68 เพื่อป้องกัน moral hazard) ในกลุ่มสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล (รวมถึงติ่งหนี้ของหนี้ที่เคยมีหลักประกัน) รวมไม่เกิน 1 แสนบาท
ตัวอย่าง ลูกหนี้มีภาระหนี้รวม 5 หมื่น ประกอบด้วย เงินต้น 3 หมื่น และ ดอกเบี้ย 2 หมื่น เมื่อมาติดต่อเข้าโครงการ ก็สามารถเลือกโปรแกรมการจ่ายได้ 2 แบบ คือ (1) “จ่ายปิดจบหนี้” โดย SAM ลดเงินต้น 50% ซึ่งกรณีนี้ ลูกหนี้จ่าย 1.5 หมื่น ก็สามารถปิดจบหนี้ได้ทันที
หรือ (2) “ผ่อนชำระเป็นงวด” โดย SAM ลดเงินต้น 30% และมีระยะเวลาผ่อนสูงสุด 36 งวด (ระยะเวลาผ่อนชำระของลูกหนี้จะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เริ่มเข้าโครงการ
ถ้าเข้าร่วมช้า ระยะเวลาผ่อนจะน้อยลงตามระยะเวลาที่เหลือของโครงการ) อัตราดอกเบี้ยในระหว่างมาตรการเหลือ 0% ซึ่งกรณีนี้ ลูกหนี้จะจ่าย 70% ของเงินต้น หรือ 2.1 หมื่น คิดเป็นการผ่อนจ่ายเดือนละ 583.33 บาท 36 งวด ก็ปิดจบหนี้ได้ ดังนั้น จึงขอเชิญชวนลูกหนี้รีบเช็กสิทธิและลงทะเบียนกันนะคะ
ประโยชน์ที่ได้รับ คือ การลดภาระหนี้ และ เงื่อนไขผ่อนชำระแบบผ่อนปรน ทำให้เปลี่ยนจากลูกหนี้เสียเป็น ลูกหนี้ดีได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้เร็วขึ้นค่ะ
๐ สูตรการเงินที่ดี: รายจ่ายต้องมาจากเงินเหลือภายหลังกันเงินออมไว้แล้ว
สมการการใช้จ่ายที่ดีควรเป็น รายได้ - เงินออม = เงินคงเหลือ เพื่อใช้จ่าย สะท้อนว่า ให้ “กันเงินออม” ไว้ก่อน แล้วมีเงินเหลือค่อยนำไปใช้จ่าย จากรายงานผลสำรวจทักษะทางการเงิน ระดับการออมและการใช้บริการทางการเงินของคนไทย พ.ศ. 2567
กลับพบว่า แม้กว่า 90% ตอบว่ามีเงินออม แต่เพียง 23% ที่มีเงินออมฉุกเฉินที่เหมาะสมหรืออยู่ได้ 6 เดือนขึ้นไปหากขาดรายได้กะทันหัน สะท้อนปัญหาความไม่เพียงพอของเงินออม ทั้งนี้ หากเราทำตามสูตรการเงินที่ดี กันเงินออมไว้ก่อน ส่วนที่เหลือ คือ รายจ่าย ซึ่งจะแปรผันตามรายได้ เข้าทำนอง “กันเงินเก็บไว้ก่อน มีน้อยใช้น้อย มีมากค่อยใช้มาก” นะคะ
ดร.ชญาวดีได้แนะนำ วิธีการใช้เงินเป็น คือ (1) การใช้ให้ช้า หรือ ใช้เวลาก่อนใช้เงิน โดยคิดก่อนว่า เป็นของที่จำเป็น (need) หรือ ของที่อยากมี (want) และสำรวจของที่มีอยู่ก่อนซื้อใหม่ (2) ใช้ให้ชนะ โดยเปรียบเทียบก่อนจ่าย ทั้งเทียบราคา/ ความคุ้มค่า/ วิธีการจ่าย หากจ่ายน้อย เท่ากับ เป็นผู้ชนะใช้เงิน
(3) ใช้ให้รู้ทัน (แรงกระตุ้นหรือกลการตลาด) โดยดูว่าเป็นของที่ต้องซื้อจริง หรือ โดนโปรโมชันหลอกให้ซื้อเยอะ/ เร็วกว่าที่จำเป็นและ (4) ใช้ให้แคร์อนาคต โดยแบ่งการใช้เงินทั้งการออม/ จ่ายหนี้ก่อน ค่อยเหลือไว้ใช้
ปัจจุบัน ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์นำเสนอ Buy Now Pay Later (BNPL) ซึ่งเป็นประเด็นที่เราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า วันหน้าจะจ่ายไหวไหม หรือจะกลายเป็น “Pain Later” หรือไม่ นะคะ
ที่จริงแล้ว BNPL อาจเทียบได้กับสินเชื่อ เพราะผู้ให้บริการมีข้อมูลของเราจากแหล่งอื่น จึงอนุมัติวงเงินให้ได้ รวมทั้งยังอาจมีผลให้พฤติกรรมการใช้จ่ายผิดเพี้ยนไป เพราะเมื่อเราเห็นตัวเลขราคาที่ต้องจ่ายหรือยอดผ่อนที่ต่ำ อาจส่งผลกระตุ้นการใช้จ่ายสินค้าที่ไม่จำเป็นได้
การเงินที่ดี ย่อมนำมาซึ่งชีวิตที่ดีได้ จึงขอชวนกันสร้างพฤติกรรม “ใช้เงินเป็น” เพื่อ “ลดหนี้ที่ไม่จำเป็น” ลงได้นะคะ
บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด

