วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ข้อแนะนําฝากรัฐบาลเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน

ข้อแนะนําฝากรัฐบาลเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติการออก พ.ร.ก. ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินสี่แสนล้านบาท เมื่อวันอังคารที่แล้ว สร้างกระเเสไม่เห็นด้วยไปทั่ว ซึ่งไม่แปลกใจ เพราะเป็นการใช้อํานาจการเมืองที่ดูแล้วไม่มีเหตุผลเพียงพอและทําลายวินัยการคลังของประเทศ

ผมผิดหวังและเป็นห่วงสถานการณ์การคลังของประเทศ วันนี้จึงอยากฝากข้อคิดถึงรัฐบาล คือ เมื่อจะทําแล้ว มีประเด็นไหนบ้างที่ต้องระวังเพื่อลดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและความเสี่ยงต่อคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติให้กู้เงิน นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

ข้อผิดหวังแรก คือในภาวะที่ประเทศเจอสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยากลำบาก ทุกคนควรต้องปรับตัว รวมทั้งรัฐบาล แต่รัฐบาลไม่ปรับตัว ไม่เป็นตัวอย่างให้ประชาชนเห็นโดยตัดรายจ่ายหรือใช้จ่ายอย่างประหยัด ระมัดระวัง

ตรงข้าม รัฐบาลกลับใช้โอกาสนี้กู้เงิน สร้างหนี้มากขึ้น เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการซึ่งคงเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และสร้างความเสี่ยงให้กับฐานะการคลังของประเทศ

การคลังของประเทศขณะนี้ต้องบอกว่าเปราะบาง งบประมาณปี 2569 ขาดดุลทุกเดือน ทำให้รัฐต้องกู้เงินมาชดเชย ซึ่งกู้ไปแล้วกว่า 646,000 ล้านบาท และช่วงห้าเดือนที่เหลือ ถ้ารายได้ไม่เข้าตามเป้าเพราะเศรษฐกิจชะลอ วงเงินกู้ที่เหลือประมาณสองแสนกว่าล้านบาทก็อาจไม่พอ

และรัฐบาลจะไม่สามารถกู้เพิ่มได้เพราะ พ.ร.บ.งบประมาณ ระบุให้การกู้เงินในแต่ละปีงบประมาณต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของงบรายจ่ายบวกกับร้อยละ 80 ของงบชําระคืนเงินต้นหนี้ ซึ่งขณะนี้เติมแล้ว ทําให้รัฐบาลต้องลดการใช้จ่าย หรือขึ้นภาษีเพื่อให้มีสภาพคล่องที่จะใช้จ่ายตามงบประมาณและดูแลผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากวิกฤติพลังงานโลก นี่คือวินัยการคลังที่กฎหมายกำหนดไว้

แต่รัฐบาลไม่ทํา เลือกที่จะใช้จ่ายเหมือนเดิมและกู้เพิ่มโดยใช้ช่องทางอื่น คือออก พ.ร.ก. ซึ่งช่องทางนี้มีไว้เฉพาะยามจำเป็นฉุกเฉิน การกู้จึงทําลายเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.งบประมาณที่ให้รัฐลดรายจ่ายเมื่อวงเงินกู้เต็ม ที่สำคัญ การกู้เงินด้วย พ.ร.ก.จะไม่ช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่องของงบประมาณปี 2569 ถ้าเกิดขึ้น เพราะเงินกู้จาก พ.ร.ก. ไม่สามารถนํามาชดเชยการขาดดุลงบประมาณได้

ข้อผิดหวังที่สอง รัฐบาลใช้อํานาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ออกพ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งอาจถูกโจมตีว่าไม่ถูกต้อง เพราะอํานาจนี้มีไว้รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่เป็นความเสี่ยงต่อความมั่งคงทางเศรษฐกิจหรือเป็นผลจากภัยพิบัติธรรมชาติ ซึ่งอาจถกเถียงได้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินตามเจตนารมณ์ของมาตรา 172 

แต่เป็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจเพราะราคานํ้ามันสูงขึ้น ทำให้ราคาสินค้าเเพงขึ้น กระทบความเป็นอยู่ของประชาชน ไม่ใช่ปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และประมาณเศรษฐกิจของภาครัฐก่อนรัฐบาลอนุมัติการกู้เงิน ก็ชี้ว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวร้อยละ 1.5-2.5 ต่อปี ไม่ติดลบ

นอกจากนี้ การเยียวยาที่รัฐบาลมุ่งใช้เงินกู้ช่วยเหลือทุกคนไม่ใช่วิธีแก้ผลกระทบที่เกิดจากราคาพลังงานแพง ที่บางคนปรับตัวได้ บางคนปรับตัวไม่ได้ การแก้ไขควรมุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ปรับตัวไม่ได้และต้องการความช่วยเหลือ นี่คือหลักการที่เป็นที่ยอมรับในการดูแลผลกระทบ ไม่ใช่ช่วยเหลือทุกคน

นี่คือสิ่งที่ผิดหวัง แต่เมื่อจะทําแล้ว ก็อยากแนะนํารัฐบาลหกเรื่องที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อฐานะการคลังของประเทศ ลดความเสี่ยงทางกฎหมายจากการออก พ.ร.ก. รวมถึงความห่วงใยของประชาชน

1.แนะนําให้รัฐบาลตัดรายจ่ายในงบประมาณปี 2569 เช่น ถ้วนหน้าร้อยละ 10 ของงบรายจ่ายที่เหลือที่อยู่โดยหน่วยงานพิจารณาเองตามที่เห็นสมควรและไม่สร้างความเสียหายที่ร้ายแรงต่อราชการ การตัดรายจ่ายจําเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสภาพคล่อง เพราะเงินกู้จากพ.ร.ก. นํามาชดเชยการขาดดุลงบประมาณไม่ได้

2.รัฐบาลให้กระทรวงการคลังแยกบัญชีรายรับรายจ่ายจาก พ.ร.ก.สี่แสนล้าน ออกจากบัญชีรับจ่ายปรกติของกระทรวงคลังในการบริหารงบประมาณ ไม่ผสมกัน เพื่อให้แยกแยะได้ว่ารายได้จากการกู้เงินตาม พ.ร.ก. เข้ามาเท่าไร และมีการใช้จ่ายอย่างไร

ประเด็นนี้สําคัญมาก เพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมายของการใช้เงินกู้ไม่ถูกต้อง เช่นใช้เงินผิดประเภท หรือผิดวัตถุประสงค์ เช่น นํารายการใช้จ่ายที่อยู่ในงบประมาณ 2569 มาแปลงเพื่อใช้เงินจากพ.ร.ก. เงินกู้แทน ซึ่งผิดกฎหมาย

3.การเยียวยาของรัฐบาลโดยใช้เงินจากพ.ร.ก. กู้เงิน ควรเปลี่ยนรูปแบบจากการเยียวยาให้ทุกคน ไม่ว่าประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการ ตามสิทธิเป็นการทั่วไป มาเป็นการเยียวยาตามความจำเป็น โดยมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนคือประชาชน เกษตรกร ที่เปราะบางไม่มีรายได้ ปรับตัวไม่ได้ และผู้ประกอบการที่ต้องการความช่วยเหลือ 

การปรับวิธีการเยียวยาดังกล่าวจะประหยัดเงิน ตรงจุด และเป็นไปตามหลักการที่ถูกต้องของการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงลดโอกาสที่จะถูกมองว่าเป็นการกู้เงินเพื่อประชานิยม ซึ่งเสี่ยงต่อประเทศถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ เพราะขาดวินัยการคลัง

4.วงเงินสองแสนล้านบาทเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานทางเลือก ควรแบ่งเป็นสองก้อน ก้อนแรกหนึ่งแสนล้านบาทเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน โดยระบุชัดเจนว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานแสงอาทิตย์ หรือ Solar energy เพราะเป็นรูปแบบพลังงานทางเลือกที่ต้นทุนตํ่า ประชาชนและธุรกิจเข้าถึงได้ สามารถก่อให้เกิดการปรับตัวทันที 

ส่วนก้อนที่สองอีกหนึ่งแสนล้านบาท ควรเก็บไว้ยังไม่ใช้เพื่อเตรียมรองรับภัยพิบัติธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นปีนี้ การแบ่งก้อนเงินลักษณะนี้จะทําให้การใช้เงินกู้ตรงเป้า ชัดเจน และเป็นไปตามความจําเป็นของสถานการณ์

5.การเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานไปสู่พลังงานแสงอาทิตย์ ไม่ควรต่างคนต่างทําแบบให้หน่วยราชการเสนอโครงการ ซึ่งจะสูญเปล่า แต่ควรมีมาสเตอร์แพลนทำโดยหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทั้งหมด มุ่งเป้าให้การผลิตไฟฟ้าใช้เองและการขายไฟฟ้าส่วนเกินโดยภาคธุรกิจและครัวเรือนเป็นเรื่องที่ง่ายและคุ้มค่าที่สุด 

โดยทั้งปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎหมายเพื่อให้ทำได้และพัฒนาตลาดไฟฟ้าเสรี สนับสนุนโดยรัฐปรับอัตราการซื้อคืนไฟฟ้าที่สะท้อนต้นทุนจริง เปิดสายส่งไฟฟ้าของหน่วยงานรัฐให้ประชาชนและธุรกิจใช้บริการ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุน

เช่น ระบบสายส่งสองทางแบบ digital ระบบกักเก็บพลังงานขนาดยักษ์ที่เชื่อมกับโครงข่ายไฟฟ้าแรงสูงของประเทศโดยตรง และแพลตฟอร์มซื้อขายพลังงานระดับประเทศ สิ่งเหล่านี้คือ การลงทุนที่จะทําให้การปรับตัวของเศรษฐกิจด้านพลังงานเกิดขึ้นได้จริง และคุ้มค่า

6.คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ควรมีผู้แทนจากภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมเข้าร่วมให้ความเห็นเพื่อให้การใช้เงินตรงกับวัตถุประสงค์ มีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นความห่วงใยของประชาชน

ข้อแนะนําฝากรัฐบาลเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน