ประเทศไทยนับว่ากำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล แต่เป็นจุดเปลี่ยนที่น่ากังวลว่า คนไทยใช้ดิจิทัลเก่ง ใช้โซเชียลมีเดียเก่ง ซื้อขายออนไลน์เก่ง แต่คำถามสำคัญคือ เราได้ประโยชน์แค่ไหน
เราเป็นเจ้าของหรือครอบครองเศรษฐกิจนี้อย่างแท้จริงหรือเป็นเพียงผู้ใช้?
ความจริงที่ต้องยอมรับคือ ประเทศไทยกำลังอยู่ในสถานะ “ผู้ใช้บริการไม่ใช่ผู้ผลิตและไม่ได้เป็นเจ้าของระบบการให้บริการหรือผลิตภัณฑ์”
“ห่วงโซ่ดิจิทัลขาดตอน” ประเทศไทยมีต้นน้ำ (โครงสร้างพื้นฐาน) และปลายน้ำ (ผู้ใช้งาน) แต่ไม่มี “ห่วงโซ่ชั้นกลาง” ที่สำคัญที่สุดคือแพลตฟอร์มที่เป็นตัวกลางเชื่อมผู้ซื้อกับผู้ขาย เมื่อไม่มีแพลตฟอร์ม ประเทศจึงไม่สามารถควบคุมข้อมูล ไม่สามารถสร้างมูลค่า และไม่สามารถกำหนดทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลของตนเองได้
ข้อเท็จจริงคือ ประเทศไทยกำลังอยู่ในสถานะ High Usage – Low Ownership กล่าวคือ ใช้ดิจิทัลมาก แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของมูลค่าทางเศรษฐกิจจึงเก็บเกี่ยวมูลค่าทางเศรษฐกิจได้น้อย
๐ โครงสร้างไม่ครบเครื่อง
ประเทศไทยลงทุนอย่างมากในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เครือข่าย 4G/5G และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญ อย่างไรก็ตาม การลงทุนใน “เทคโนโลยีต้นน้ำ” เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), cloud infrastructure และ digital platform ยังอยู่ในระดับต่ำ
รายงานของ World Bank (2022) ชี้ให้เห็นว่าประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมาก รวมทั้งประเทศไทยได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล (digital infrastructure) แต่ยังขาดการลงทุนในระบบเศรษฐกิจข้อมูล (data economy) และระบบนิเวศนวัตกรรม (innovation ecosystem)
ผลลัพธ์คือ ห่วงโซ่ดิจิทัลของไทย “ขาดตอน” กล่าวคือ มีต้นน้ำ (infrastructure) และปลายน้ำ (ผู้ใช้) แต่ไม่มี “ชั้นกลาง” ที่สำคัญที่สุดคือ แพลตฟอร์ม
ทำไมเอกชนไทยจึงไม่สร้างแพลตฟอร์มน่าจะเป็นเพราะ
1) ขนาดตลาดและกำลังซื้อจำกัด ทำให้การสร้างแพลตฟอร์มที่ต้องอาศัยการขยายตัวไปยังเครือข่ายอื่น ๆ อย่างกว้างขวาง (network effect) เป็นไปได้ยาก
2) โครงสร้างทุนของไทยยังเน้นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนระยะสั้น เช่น อสังหาริมทรัพย์และการค้าปลีก มากกว่าการลงทุนใน deep tech
3) ระบบนิเวศยังไม่สมบูรณ์โดยเฉพาะ talent ด้านดิจิทัลและ AI ระดับสูง และขาด venture capital ที่ยอมเสี่ยงในการลงทุน ผลลัพธ์ก็เหมือนข้อที่ 1) คือ แพลตฟอร์มต่างชาติครองตลาดดิจิทัลในประเทศไทย
๐ เป๋าตัง: แพลตฟอร์มรัฐที่รุ่ง แต่ไม่โรจน์
แอปเป๋าตังเป็นตัวอย่างสำคัญของความพยายามสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลโดยรัฐ แต่ถูกออกแบบเพื่อ “นโยบายระยะสั้น” ไม่ใช่ “ระบบเศรษฐกิจระยะยาว” หรือพูดได้ว่าไปไม่สุดซอย สถานการณ์การเมืองทำให้เรามีวิสัยทัศน์สั้น เราจึงไม่สามารถพัฒนาระบบนิเวศที่ยั่งยืนได้
๐ คอขวดในอนาคต
หากโครงสร้างนี้ยังไม่เปลี่ยน เราจะพบกับคอขวดที่สำคัญ ได้แก่
1) คอขวด AI Infrastructure ต้องพึ่ง cloud ต่างชาติ ทำให้ต้นทุนสูงและสูญเสียอธิปไตยข้อมูล
2) คอขวดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ก่อให้เกิดอุปสรรคในการขยายผลซอฟต์พาวเวอร์ในด้านวงการแสดง ศิลปินไทยต้องพึ่งแพลตฟอร์มต่างชาติ ขาดอำนาจต่อรอง
3) คอขวดการเชื่อมระบบต่าง ๆ ไม่เชื่อมกัน ทำให้ไม่เกิด value creation เช่นคอขวดเฉพาะประเด็นอีกเช่น (1) คอขวดข้อมูลผู้สูงวัย ข้อมูลกระจัดกระจาย ทำให้ AI ไทยพัฒนาไม่ได้ (2) คอขวด Smart Tourism ที่ข้อมูลนักท่องเที่ยวอยู่กับแพลตฟอร์มต่างชาติ ประเทศไม่สามารถออกแบบนโยบายได้
ผลกระทบต่ออนาคตหากยังไม่แก้ไข ประเทศไทยจะไม่สามารถรองรับระบบเศรษฐกิจในอนาคตในรูปแบบใหม่ เพราะ AI Economy ซึ่งต้องอาศัยข้อมูล (data) ทั้งในรูปข้อความ พฤติกรรมที่หลากหลายและมีคุณภาพ และพลังในการประมวลผลขนาดใหญ่หรือขนาดอุตสาหกรรม ประกอบด้วย ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ GPU/TPU จำนวนมาก cloud computing และ data center ขนาดใหญ่
ถ้าข้อมูลไม่อยู่ในประเทศเราก็จะพัฒนา AI ของเราไม่ได้ มีหัวอยู่ในประเทศไทย แต่สมองกลับอยู่นอกประเทศ
- Smart Tourism ซึ่งต้องอาศัยแพลตฟอร์มต่างชาติ รายได้ก็จะรั่วไหลออก
- Art & Creative Economy ซอฟต์พาวเวอร์และศิลปินไทยต้องอาศัยแพลตฟอร์มต่างชาติเพื่อสร้างมูลค่า
- Longevity Economy หรือระบบเศรษฐกิจที่สังคมอายุยืน ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังจะเข้ามา เพราะไม่สามารถประมวลข้อมูลให้สามารถไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่
เมื่อเห็นภาพรวมเช่นนี้ ข้อเสนอเชิงนโยบายก็เริ่มชัดเจนขึ้น ได้แก่ สร้างแพลตฟอร์มระดับชาติ ลงทุนใน AI และ cloud ภายในประเทศ เปิดข้อมูลภาครัฐให้เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ สนับสนุน venture capital สำหรับ deep tech ปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อสนับสนุนนวัตกรรม ประเทศไทยไม่ได้ขาดการใช้ดิจิทัล แต่ขาด “การเป็นเจ้าของระบบ”
หากไม่เปลี่ยนวันนี้ เราจะไม่มีที่ยืนในเศรษฐกิจอนาคตจะเป็น “ผู้ใช้” ตลอดกาล


