ความแตกร้าวระหว่างพันธมิตรสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกมีมาได้สักพักหนึ่งแล้ว แต่มาขยายใหญ่โตในยุค Donald Trump เทอมสอง และดูเหมือนว่าจะมิใช่แค่วิวาทะอีกต่อไป
เมื่อสงครามอิหร่านเผยให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างกันอย่างสุดขั้ว จึงมีความพยายามจากฝั่งอเมริกาจะลดการสนับสนุนยุโรปด้านความร่วมมือทางทหารลง ขณะที่โขกภาษีหนักขึ้น
ขณะที่ชาติยุโรปเริ่มเตรียมการพึ่งพาตนเองด้านการป้องกันประเทศ ขณะเดียวกันก็ยังใช้วิธีผ่อนสั้นผ่อนยาวรับมือกับอารมณ์ที่แปรปรวนของของทรัมป์ ปัญหาที่ต้องขบคิดคือหากอเมริกาเป็นพันธมิตรที่ไม่สามารถไว้วางใจได้อีกต่อไป ยุโรปจะยังมีความมั่นคงอยู่อีกหรือไม่ โดยเฉพาะภัยคุกคามที่จ่ออยู่ตรงหน้าคือ รัสเซีย
เมื่อมองอีกมุมหนึ่งก็อาจจะมองได้ว่าปัญหานี้เป็นเรื่องโอเวอร์เกินไปหรือไม่ รัสเซียเป็นภัยคุกคามที่มีท่าทีค่อนข้างชัดในมโนทัศน์ของยุโรปว่าสักวันหนึ่งจะต้องบุกยุโรปแน่ เพราะความขัดแย้งที่มีมาหลายเรื่องทวีความจริงจังขึ้นทุกที
นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่เพื่อนบ้านพรมแดนติดกับรัสเซียอย่างสวีเดนและฟินแลนด์รีบเข้านาโต หลังสงครามยูเครนไม่นาน และยุโรปหนุนหลังยูเครนอย่างเต็มที่ทั้งยุทโธปกรณ์และการฝึกเพื่อเป็นกันชนกับรัสเซียอย่างเต็มที่
แต่เมื่อมองศักยภาพของรัสเซียแล้วจะพบว่ายากที่จะกล้าเปิดแนวรบที่สองได้ การติดหล่มในยูเครนทำให้ภาพลักษณ์กองทัพอันดับสองของโลกสูญเสียอย่างหนัก อีกทั้งในความเป็นจริงรัสเซียและยุโรปยังมีเรื่องที่ต้องพึ่งพากันอยู่ไม่น้อย เช่น พลังงานเข้าสู่ยุโรปตะวันออก
การทุ่มเทความสนใจและงบประมาณไปกับการต้านภัยคุกคามทางตะวันออกนั้นจึงอาจทำให้ยุโรปเสียสมดุลในการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามด้านความมั่นคงอื่นที่น่าจะรุนแรงกว่า เช่น ภัยจากการขยายตัวของลัทธิหัวรุนแรงในประเทศ หรือการแตกร้าวระหว่างกลุ่มชน
ด้วยความสนใจต่อเรื่องภายในประเทศของตนนี่เองจึงทำให้ความขัดแย้งกับอเมริกาบานปลาย ในอดีตยุโรปโดยเฉพาะยุโรปตะวันตกเป็น “คอสอง” ในการช่วยเหลือสหรัฐในการรับมือกับภัยคุกคามต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นตามไปช่วยรักษาสันติภาพในอิรักและอัฟกานิสถาน ขณะเดียวกันก็ยุโรปต้องขอบคุณรัฐบาลวอชิงตันที่ช่วยแก้ปัญหาในยูโกสลาเวีย
หากรัฐบาลวอชิงตันไม่ใช้กำลังแทรกแซง สถานการณ์ในบอสเนียและโคโซโวจะไม่เป็นอย่างทุกวันนี้ แต่การเห็นแก่ตัวของยุโรปต่อสงครามอิหร่านสร้างความไม่พอใจต่อรัฐบาลปัจจุบันของสหรัฐอย่างใหญ่หลวง จนตอกย้ำความคิดที่ว่าอย่างนี้จะร่วมมือกับยุโรปไปทำไม
ทำไมต้องแบกยุโรปในการทำสงครามยูเครนและป้องปรามรัสเซียโดยมีค่าใช้จ่ายมหาศาล ขณะที่การสนับสนุนของยุโรปที่มีต่อสหรัฐนั้นแทบจะเป็นแต่ในเชิงสหรัฐไม่ก่อเกิดประโยชน์ในสนามเลย
ยุโรปมีเหตุผลของตนในการไม่ช่วยสหรัฐรบอิหร่าน ทั้งที่ในรอบสิบปีมานี้ชุมชนอิหร่านโพ้นทะเลจัดชุมนุมบ่อยครั้งในเมืองใหญ่ของยุโรปตะวันตก เรียกร้องให้ตัดความสัมพันธ์กับรัฐบาลระบอบโคไมนีที่ปราบปรามผู้ประท้วงในประเทศอย่างรุนแรง แต่ยุโรปก็เมินเฉย
กรณีนิวเคลียร์อิหร่าน ยุโรปโดยเฉพาะเยอรมนีเข้ามาเป็นกาวใจให้สหรัฐผ่อนปรนต่ออิหร่านในการเจรจายกเลิกนิวเคลียร์และผ่อนปรนการคว่ำบาตรผ่านทางกลุ่ม P5+1 มาตั้งแต่ปี 2549 และมาพีคสุดๆ คือหลายประเทศประกาศไม่เข้าร่วมสงครามกับอิหร่านอย่างเปิดเผย สเปนถึงขนาดไม่ให้สหรัฐใช้ฐานทัพอากาศในการโจมตีอิหร่าน
ทั้งนี้ เชื่อว่ายุโรปไม่อยากเปิดกล่องแห่งความโกลาหล (Pandora ‘s Box) จากการล่มสลายของรัฐบาลเตหะราน เพราะตนเองจะต้องเป็นผู้แบกรับปัญหาการก่อการร้ายบนแผ่นดินตนเอง ซึ่งปัจจุบันก็มีมากอยู่แล้ว
เนื่องจากในยุโรปมีผู้เคร่งศาสนาหัวรุนแรงอพยพเข้ามาอยู่มหาศาล ยิ่งในห้วงเวลาที่กระแสต่อต้านผู้อพยพจากคนผิวขาวท้องถิ่นกำลังมาแรง ความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นนั้นจะยิ่งทำให้ความมั่นคงปลอดภัยในยุโรปย่ำแย่ลง
แต่หากสหรัฐลดความช่วยเหลือด้านความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดกำลังพลภาคพื้นยุโรป ปิดค่ายทหารบางแห่งที่มีความจำเป็นน้อย ไม่ซ้อมรบร่วมกับยุโรปในบางรหัส ชะลอการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ และที่ร้ายแรงที่สุดคือ การถอนตัวจากนาโต และลดความช่วยเหลือยูเครนทั้งทางทหารและการเงิน นั้นจะสร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่ยุโรป
ตั้งแต่เรื่องพื้นฐาน เช่น เศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นที่พึ่งพารายได้จากกองทัพสหรัฐ ไปจนถึงระดับชาติที่อาจไม่มีใครช่วยยุโรปอีกต่อไปหากเกิดสงคราม
เพราะกองทัพของชาติยุโรปแต่ละชาตินั้นขีดความสามารถยังเป็นรองรัสเซีย อินเดีย และเอเชียตะวันออกไกลอยู่มาก ไม่สามารถประจำการทั้งอาวุธและกำลังพลได้ทันการณ์
หากรัสเซียขยายขอบหน้าพื้นที่การรบเข้ามายังมอลโดวาหรือเบลารุสตามคาดการณ์ กองกำลังยุโรปจะตอบสนองการยุทธได้ทันท่วงทีหรือไม่ยังเป็นปัญหาอยู่ ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติยุโรปในการร่วมต่อต้านรัสเซีย สถานการณ์ในอนาคตจึงน่าเป็นห่วงอย่างแน่นอน
แต่อย่างที่กล่าวในตอนต้น ยุโรปมีเรื่องอื่นที่ต้องวิตกมากกว่าและรัสเซียขาดขีดความสามารถในการรบสเกลใหญ่กว่านี้ ยุโรปจึงยังมีเวลาพัฒนากองทัพให้พึ่งพาตนเอง ควบคู่กับการเยียวยาความสัมพันธ์กับรัฐบาลวอชิงตัน
ยุโรปสมควรแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อโลกและพันธมิตรมากกว่านี้ ขณะที่ก็ยังยึดมั่นคุณค่ายึดถือพื้นฐานของตนอย่างเหนียวแน่นต่อไปด้วยการไม่ยอมลงให้กับอำนาจใดที่จะมาคุกคามยุโรป


