วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม 2569

Login
Login

เมื่ออาบูดาบีทิ้งเรือ: จุดจบโอเปกในฐานะผู้กำหนดราคาน้ำมันโลก

เมื่ออาบูดาบีทิ้งเรือ: จุดจบโอเปกในฐานะผู้กำหนดราคาน้ำมันโลก

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์พลังงานโลกในฐานะวันที่ระเบียบเก่าแตกหัก เมื่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศถอนตัวออกจาก OPEC อย่างเป็นทางการ

สิ้นสุดสมาชิกภาพที่ยาวนานเกือบหกทศวรรษ การตัดสินใจครั้งนี้เป็นสัญญาณว่าโลกของกลุ่มผูกขาดน้ำมัน ที่ซาอุดีอาระเบียเคยกุมบังเหียนมาตลอดครึ่งศตวรรษกำลังเข้าสู่ขาลง ในขณะที่ตลาดพลังงานโลกกำลังเผชิญกับการขาดแคลนที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

อาจกล่าวได้ว่า ปัญหาระหว่าง UAE กับ OPEC เป็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง (structural tension) ที่คุกรุ่นมาไม่น้อยกว่าหนึ่งทศวรรษ กำลังการผลิตสูงสุดตามที่ติดตั้ง (nameplate capacity) ของ UAE อยู่ที่ 4.85 ล้านบาร์เรลต่อวัน

แต่โควตาที่ได้รับจาก OPEC มีเพียง 3.2–3.4 ล้านบาร์เรล สร้างศักยภาพที่ยังไม่ได้ใช้ถึง 1.4–1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้โรงขุดเจาะน้ำมันมูลค่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์ แต่ถูกสั่งให้ใช้เพียงสองในสามของกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ UAE มาตลอด

ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ เมื่ออิหร่านโจมตี UAE ด้วยอากาศยานไร้คนขับและขีปนาวุธกว่า 2,800 ลำ สิ่งที่ UAE ตระหนักได้คือการเป็นสมาชิกร่วมองค์การกับอิหร่านไม่ได้มอบความปลอดภัยใด

การถอนตัวจาก OPEC จึงเป็นบทสรุปที่สอดคล้องกับทิศทางที่ UAE เดินมาตั้งแต่ข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) ในปี 2563 ที่เลือกกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และอิสราเอลแทนการพึ่งพาสถาบันอาหรับดั้งเดิม

ประเด็นที่เร่งด่วนกว่าเรื่องการถอนตัวของ UAE คือภาวะตึงตัวของตลาดน้ำมันโลกที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ผลจาก 

(1) การปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยอิหร่านตัดอุปทานสุทธิออกจากตลาดถึง 12.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อหักลบกับกำลังส่งทางท่อและกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้น

ส่งผลให้การขาดแคลนสุทธิอยู่ที่ประมาณ 11.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือกว่า 10% ของการบริโภคโลก (จากความต้องการน้ำมันโลกที่คาดว่าจะอยู่ที่ 102.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ปริมาณการผลิตอยู่ที่ประมาณ 90.6 ล้านบาร์เรล) 

(2) กลไกกันชนตามปกติกำลังทยอยหมดไปพร้อมกัน โดยน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์ของสมาชิกสำนักพลังงานสากล (IEA) ที่ปล่อยออกมาแล้ว 100 ล้านบาร์เรลจาก 400 ล้านบาร์เรลกำลังใกล้หมดลง และ 

(3) น้ำมันเชลล์สหรัฐฯ (US Shale oil) ต้องใช้เวลา 3–6 เดือนกว่าจะเพิ่มกำลังผลิตได้เพียง 300,000–700,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการชดเชยการขาดหายที่เกิดขึ้น 

ดังนั้น หากช่องแคบยังคงปิดต่อไป คลังน้ำมันสำรองเชิงพาณิชย์อาจแตะระดับต่ำสุดในการดำเนินงาน (minimum operating level) ได้ภายใน 1–2 เดือนข้างหน้า

นอกจากนั้น หากพิจารณาในอนาคต แม้สงครามจะยุติและช่องแคบเปิด กระบวนการฟื้นฟูการไหลเวียนของน้ำมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน

สงครามได้ทิ้งบาดแผลต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในภูมิภาคไว้อย่างกว้างขวาง ทั้งความเสียหายต่อแหล่งผลิต โรงกลั่น และระบบท่อส่ง

บริษัทประกันภัยต้องประเมินความเสี่ยงใหม่ก่อนรับประกันเรือบรรทุกน้ำมัน เรือที่รอคอยต้องเดินทางออกมาและต้องมีการกวาดล้างทุ่นระเบิดในเส้นทางเดินเรือ กระบวนการทั้งหมดนี้อาจใช้เวลา 2–4 เดือนหลังการเปิดช่องแคบ 

ด้วยเหตุนี้ ราคาน้ำมันจึงมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงยาวนานกว่าที่ตลาดคาด ก่อนจะลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงที่ UAE เริ่มระบายกำลังผลิตส่วนเกิน 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวันออกสู่ตลาด

ผู้เขียนประเมินว่า เบรนท์เฉลี่ยทั้งปีในกรณีฐานอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หากสงครามยืดเยื้อเกินไตรมาสสอง ตัวเลขนี้อาจต้องปรับขึ้นสู่กรณีเลวร้ายที่ 100 ดอลลาร์ขึ้นไป (หมายความว่าราคาในช่วงหนึ่งอาจขึ้นสู่ระดับ 150 ดอลลาร์หรือมากกว่าก็เป็นไปได้)

ในขณะที่บทความนี้กำลังถูกเขียนขึ้น ปฏิบัติการ Project Freedom ได้เริ่มต้นขึ้น โดยมีรายงานการปะทะกลับมาในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง สถานการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าสงครามยังไม่ใกล้ยุติ และนี่คือประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในเชิงพลวัตตลาด

ผู้เขียนมองว่า หากสงครามไม่หยุดภายในเดือนพฤษภาคมนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะรุนแรงขึ้นเป็นวงกว้าง เนื่องจากการขาดแคลนน้ำมันในระดับ 11.1 ล้านบาร์เรลต่อวันกำลังสร้างแรงกดดันสะสมต่อทุกฝ่ายในความขัดแย้ง

ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเริ่มเผชิญภาวะตึงตัว รัฐบาลที่ต้องการรักษาเสถียรภาพในประเทศกำลังถูกบีบให้ต้องเลือกฝ่าย และผู้ผลิตน้ำมันที่ถูกปิดกั้นก็สูญเสียรายได้มหาศาลทุกวัน

ความขัดแย้งทางผลประโยชน์เหล่านี้มีศักยภาพในการ "ดึง" ฝ่ายที่ยังลังเลให้เข้าสู่สงครามมากขึ้น 

การถอนตัวของ UAE จาก OPEC ไม่ใช่แค่การสูญเสียสมาชิกรายหนึ่ง แต่คือสัญญาณว่ากลไกที่เคยทำให้ OPEC ทรงอิทธิพลมาครึ่งศตวรรษกำลังอ่อนแอลง ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการกำกับดูแลตลาดน้ำมันโลกลดลงไปด้วย ซึ่งจะทำให้ความผันผวนของราคาจะสูงขึ้น

สถานการณ์นี้จะทำให้ราคาน้ำมันมีโอกาสพุ่งสูงขึ้นในระยะสั้นถึงกลาง ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสงคราม ในขณะที่ระยะยาวแล้ว โอกาสที่ราคาจะตกต่ำอย่างรุนแรงในช่วงอุปทานล้นตลาดในอนาคตก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

สำหรับไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ สถานการณ์นี้มีนัยที่ชัดเจน หากสงครามยืดเยื้อเกินไตรมาสสอง เงินเฟ้อทั้งปี 2569 จะปรับขึ้นสู่ 2.9–4.4% (หมายความว่าในรายเดือน อาจเห็นเงินเฟ้อในระดับ 5-6% ได้) ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงแรงขึ้น และหนี้สาธารณะที่กดดันเพดาน 70% ของ GDP มากขึ้น 

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 อาจเป็นวันที่โลกเริ่มรับรู้ว่าไม่มีใครกุมบังเหียนตลาดน้ำมันได้อีกต่อไปแล้ว และนั่นอาจเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษสำหรับเศรษฐกิจโลก

 บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่