วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม 2569

Login
Login

แลนด์บริดจ์ จะเป็นโอกาสหรือหายนะสำหรับไทย

แลนด์บริดจ์ จะเป็นโอกาสหรือหายนะสำหรับไทย

ผมเชื่อแล้วว่าทำไมคนไทยยุคนี้จึงใช้ Social Media สูงที่สุดในโลก เพราะคนไทยมีเสรีภาพในการแสดงออก ชอบแสดงออกไม่ว่าจะรู้น้อยหรือไม่รู้

และเพราะคนไทยอาจเกรงกลัวและระแวงว่ารัฐบาลและผู้มีอำนาจสมัยนี้มีแต่จะโกงจะกินไปทุกเรื่อง ทำให้ทุกวันนี้ฟังอะไรไม่ได้เรื่องเป็นส่วนใหญ่

โครงการแลนด์บริดจ์ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมการขนส่งสินค้าระหว่างฝั่งทะเลตะวันตกที่ระนอง กับฝั่งทะเลตะวันออกที่ชุมพรภายใต้กรอบที่เรียกว่า “โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้”

โดยจะขนส่งสินค้าทางระบบราง ทางถนน และทางท่อ ซึ่งจะใช้เงินลงทุนถึงหนึ่งล้านล้านบาท หรือประมาณหนึ่งในสามของงบประมาณแผ่นดินทั้งปีนั้น  โครงการนี้แม้ยังเป็นแค่กลิ่นไอออกมาเท่านั้น แต่ก็เป็นที่วิจารณ์ของบรรดาผู้รู้ด้านต่างๆมาก 

ผมจึงขอใช้โอกาสนี้ร่วมแสดงความเห็นกับเขาบ้าง โดยจะพูดถึงประเด็นที่สำคัญๆเท่านั้นครับ 

1. เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่ดีของโครงการนี้กับความเสี่ยงที่จะเกิดกับประเทศ เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องคิด

อย่างที่ได้เห็นอยู่ทุกวันนี้จากสงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่าน ที่ยังไม่จบสิ้นและยังไม่เห็นอนาคตของความสงบและสันติภาพที่จะกลับมาสู่โลกอันสับสน เราได้เห็นชัดกันแล้วใช่ไหมครับว่าเรื่องช่องทางขนส่งสินค้าสำคัญในโลกทุกวันนี้

ล้วนเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะนำพาความเดือดร้อนที่หนักมาให้ประชาชนในชาติที่เป็นเจ้าของโครงการเมื่อใดก็ได้ ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงที่มากเกินที่ประเทศอย่างไทยเราจะรับได้ 

ยิ่งกว่านั้น แม้ไม่นำความเสี่ยงข้างต้นมาคิด ผู้รู้หลายท่านได้วิเคราะห์และได้ชี้ให้เห็นว่าโครงการนี้แม้จะนำหลักการลงทุนโดยใช้วิธีความร่วมมือภาครัฐกับเอกชน (Public-Private Participation หรือ PPP) แต่จะมีความเสี่ยงด้านการเงินสำหรับภาครัฐทั้งตั้งแต่เริ่มทำโครงการ และในช่วงหลังโครงการเสร็จแล้ว

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเดินหน้าโครงการ รัฐบาลนี้ที่ประกอบด้วยพรรคที่หลงใหลโครงการนี้มากทั้งคู่ ต้องตอบตนเองให้ได้ก่อนว่าไทยจะใช้ความเป็นกลางดูแลปกปักรักษาโครงการนี้ให้อยู่อย่างยั่งยืนได้ไหม หรือว่าเราจะต้องพึ่งมหาอำนาจข้างใดมาปกปักรักษาเราให้ยั่งยืนได้ ไม่ใช่คิดแต่จะรับเงินลงทุนมาจากไหนก็ได้ รัฐไม่ต้องหาเงินไปลงทุน

แต่หากโครงการเสร็จแล้วเกิดล้มเหลว ในที่สุดภาระด้านการเงินและหนี้สินก็จะตกอยู่กับลูกหลานไทยในอนาคตอย่างแน่นอน เหมือนที่ผู้รู้ได้ยกหลายโครงการที่ล้มเหลวในต่างประเทศมาให้ฟัง

ตัวอย่างของโครงการลงทุนใหญ่เกินตัวของประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ที่ประสบความล้มเหลวจนประเทศตกอยู่ในฐานะจะล้มละลายก็มีให้เห็นอยู่มาก เช่น โครงการท่าเรือน้ำลึก Hambantota ของประเทศศรีลังกา ที่จะใช้หนี้คืนให้จีนนานแค่ไหนก็ไม่หมด

โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง Whoosh ระยะทาง 142 กิโลเมตร ที่บริษัทรถไฟแห่งชาติอินโดนีเซีย (KAI) ต้องแบกภาระหนี้ที่ทับถมจนจะรับไม่ไหวในปัจจุบัน

และโครงการรถไฟระยะทาง 414 กิโลเมตร เชื่อมหนานหนิงกับเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างลาวกับจีน อัตรา 30 : 70  สร้างเสร็จเมื่อปี 2021 ที่จริงโครงการนี้จะดีต่อไทยด้วย แต่ปรากฏว่าปัจจุบันนี้ลาวเป็นหนี้จีนจนจะถึง 100% ของโครงการ และยังต้องรับภาระที่รายได้ไม่พอค่าดอกเบี้ยไปทุกปีด้วย 

2. เรื่องผลประโยชน์ที่คนไทยจะได้จากโครงการนี้จะชดเชยกับความเสี่ยงที่สูงมากได้อย่างไร

ผู้รู้หลายท่านได้แสดงความเห็นไว้ชัดเจนว่า ประเทศเจ้าของโครงการคือไทย จะต้องจ่ายเงินสมทบเป็นค่าเวนคืนที่ดินและปรับปรุงเส้นทางหลายแสนล้านบาท นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังต้องให้สิทธิประโยชน์แก่โครงการด้วยการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีบางประเภทอีกจำนวนมากด้วย ไม่ใช่ไม่ต้องจ่ายเงินลงทุนเสียเลย

ตรงกันข้ามต้องจ่ายก่อนที่จะเริ่มก่อสร้างเป็นปี แล้วรัฐบาลจะมีปัญญาหาเงินที่ไหนมาจ่าย ซึ่งตอนนี้มีความจำเป็นมากที่จะต้องกู้เงินมาแก้วิกฤตร้ายแรงที่เห็นๆอยู่ กลับมีเสียงท้วงติงไม่เห็นด้วยจากผู้รู้และผู้ไม่รู้มากมาย 

เป็นไปได้มากที่เรือขนส่งสินค้าที่จะมาใช้เส้นทางนี้จะมีจำนวนน้อยกว่าที่คิด รัฐบาลก็จะต้องรับภาระหนี้สะสมที่เพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลนี้มองเป็นโอกาสในตอนนี้ก็จะกลายเป็นหายนะในอนาคตได้ง่ายๆ

ประเด็นของประโยชน์และรายได้จากการท่องเที่ยวที่จะถูกกระทบอย่างสุดที่จะประเมินได้ คือ การท่องเที่ยวทางทะเลทั้งฝั่งทะเลอันดามันคือ หมู่เกาะสิมิลัน และฝั่งอ่าวไทยคือ เกาะเต่า กองหินชุมพร จะถูกการสัญจรรายวันของขบวนเรือสินค้าขนาดใหญ่ทำลายไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งในด้านความสวยงามและด้านนิเวศวิทยา

3. เหตุผลที่จะสนับสนุนว่าโครงการนี้ทำอย่างไรก็ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

ความเห็นที่ผมมองเห็นความเป็นไปไม่ได้ของโครงการนี้พอจะสรุปได้ดังต่อไปนี้

1) ความมีเสถียรภาพของรัฐบาลไทยขณะนี้มีไม่มากพอ และทั้งศรัทธาของประชาชนต่อรัฐบาลนี้ยังน้อยเหลือเกิน จะไม่สามารถผลักดันโครงการใหญ่ได้เหมือนรัฐบาลของท่านพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ที่บริหารประเทศ 8 ปี ในช่วงระหว่างปี 2523 – 2531

ที่ทำให้รัฐบาลสามารถทำโครงการ Eastern Seaboard จนสำเร็จลุล่วงจนทำให้คนไทยเห็น “ความโชติช่วงชัชวาลย์” เกิดขึ้นในประเทศได้อย่างจริงจัง

ผมเองได้สัมผัสและเห็นกับตาและได้มีความทรงจำที่ชัดว่า โครงการนั้นเกิดขึ้นได้จากผู้นำประเทศที่ไม่มีความด่างพร้อย และกระทรวงหลักที่ช่วยกันทำโครงการล้วนมีรัฐมนตรีที่มือสะอาดเป็นที่ยอมรับทั้งนั้น

เช่น กระทรวงการคลังที่คุมโดยท่านรัฐมนตรีสมหมาย ฮุนตระกูล และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกที่กำกับดูแลด้านพลังงาน คือ เรืออากาศโท ศุลี มหาสันทนะ กระทรวงต่างประเทศที่มีท่านพลเอก สิทธิ เศวตศิลา เป็นรัฐมนตรีว่าการ รวมทั้งท่านเลขาธิการสภาพัฒน์สมัยนั้นที่ชื่อ ดร. เสนาะ อูนากูล เป็นต้น

2) ช่วงนี้ซึ่งอาจจะลากยาวไปอีก 3 – 4 ปีข้างหน้า ไม่ใช่โอกาสที่ประเทศกำลังพัฒนาใดจะไปลงทุนในโครงการใหญ่ๆเช่นนี้ได้ เพราะเป็นช่วงที่มีสงครามค่อนข้างรุนแรงอยู่ และได้ส่งผลกระทบผ่านความไม่แน่นอนและการขึ้นราคาของน้ำมันและก๊าซทั่วโลก ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายก็ล้วนแต่กรอบกันทั้งนั้น การจะมาปั้นโครงการใหญ่ให้สำเร็จทำไม่ได้ ต้องรู้จักเจียมสังขารบ้าง

โดยเฉพาะประเทศไทยที่ยังอยู่ในอาการไม่ฟื้นไข้ แถมยังมีเรื่องธรรมาภิบาลที่ไม่ค่อยมีให้เห็นในหน่วยงานของรัฐ ตรงกันข้ามเห็นมีแต่เปลวควันของคอร์รัปชันแผ่ปกคลุมเป็นสีเทาอยู่ทั่วประเทศ ดังนั้น โปรดอย่าทำหรือแม้แต่จะคิดโครงการแลนด์บริดจ์นี้เลย

ท้ายที่สุดนี้ ผมขอสรุปเพียงสั้นๆว่า ขอให้รัฐบาลไทยขณะนี้กล้าคิดเพิ่มงบลงทุนภาครัฐให้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แล้วมาจัดการกับโครงการที่เห็นๆอยู่ว่าจะเพิ่มรายได้ที่แน่ชัดให้แก่ประเทศได้เร็วใน 3 – 4 ปีข้างหน้า จะดีกว่าไหมครับ