วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ระดับน้ำทะเลกับความเสี่ยงกรุงเทพ

ระดับน้ำทะเลกับความเสี่ยงกรุงเทพ

ช่วงหลังมีการพูดกันมากเรื่องอนาคตของกรุงเทพมหานครที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งใหญ่ จากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลควบคู่ไปกับการทรุดตัวของแผ่นดิน

ซึ่งจะทำให้กรุงเทพอาจจะจมน้ำได้เหมือนกับอีกหลายเมืองทั่วโลกในอนาคต

การจมน้ำของเมืองในระยะยาวมักเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกมองข้าม เนื่องจากลักษณะของภัยพิบัติที่แตกต่างกันระหว่างภัยที่มาเร็ว (rapid onset) กับภัยที่ค่อย ๆ ก่อตัว (slow onset)

ซึ่งในทางปฏิบัติ นโยบายและการรับรู้ของสังคมมักให้ความสำคัญกับภัยแบบแรกมากกว่า เพราะเห็นผลทันทีและสร้างความเสียหายฉับพลัน เช่น น้ำท่วมฉับพลันหรือพายุรุนแรง ขณะที่ความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นและการทรุดตัวของกรุงเทพเป็นภัยแบบค่อยเป็นค่อยไปที่สะสมทีละน้อย

ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงการรับมือเหตุการณ์ แต่คือการตัดสินใจล่วงหน้า ท่ามกลางความไม่เร่งด่วนเชิงการเมือง สัญญาณทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่าความเสี่ยงสะสมนี้กำลังเร่งตัวและอาจกลายเป็นวิกฤติที่กระทบเศรษฐกิจ สังคม เมือง และคุณภาพชีวิตในอนาคต

แก่นของปัญหาอยู่ที่ระดับน้ำทะเลสัมพัทธ์ซึ่งเกิดจากสองปัจจัยร่วม คือ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลก และการทรุดตัวของแผ่นดินในลุ่มเจ้าพระยา 

โดยตามรายงาน IPCC AR6 ระดับน้ำทะเลโลกอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 0.4–0.6 เมตร ภายใต้ฉากทัศน์เส้นทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ และประมาณ 0.6–1.0 เมตร ภายใต้ฉากทัศน์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงภายในปีค.ศ. 2100

ขณะเดียวกัน IPCC เตือนถึงกรณีสุดขั้วที่มีโอกาสต่ำแต่ไม่อาจละเลย ซึ่งระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นเข้าใกล้ 2 เมตร หากการละลายของแผ่นน้ำแข็งเร่งตัวมากกว่าที่คาด

สำหรับกรุงเทพ ความเสี่ยงนี้ทวีความรุนแรงจากการทรุดตัวของดินซึ่งเกิดจากชั้นดินเหนียวอ่อนที่ยุบตัวตามธรรมชาติ ประกอบกับการสูบน้ำบาดาลจำนวนมากในอดีต

แม้การควบคุมน้ำบาดาลตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ทำให้อัตราการทรุดตัวลดจากระดับวิกฤติ 120 มิลลิเมตรต่อปี เหลือเพียงหลักหน่วยถึงหลักสิบมิลลิเมตรต่อปีในปัจจุบัน แต่อัตราการยุบตัวตามธรรมชาติยังคงดำเนินต่อเนื่องไปอีกหลายทศวรรษ

กรุงเทพตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีความสูงเฉลี่ยเพียงราว 1.5 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทำให้พื้นที่เมืองส่วนใหญ่เปราะบางต่อทั้งน้ำเหนือ น้ำทะเลหนุน และน้ำฝนที่ระบายไม่ทัน โดยเฉพาะฤดูมรสุมที่ระดับน้ำทะเลสามารถสูงใกล้ 2 เมตร ในบางเหตุการณ์ ส่งผลให้เกิดแรงดันย้อนเข้าระบบระบายน้ำได้ง่าย ขณะที่พื้นที่นอกแนวป้องกันน้ำริมเจ้าพระยาหรือแนวฟันหลอยังคงเป็นจุดเสี่ยงสำคัญ

รายงานสากลหลายฉบับภายใต้ฉากทัศน์รุนแรงประเมินว่า พื้นที่สูงสุดถึง 1 ใน 3 ของกรุงเทพอาจอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลภายในปีค.ศ. 2050 หรือเพียง 24 ปีข้างหน้านี่เอง หากไม่มีมาตรการป้องกันเพิ่มเติม แม้ตัวเลขนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่สะท้อนทิศทางความเสี่ยงที่ควรนำมาพิจารณาในการวางนโยบาย

ขณะเดียวกัน OECD ก็คาดว่า ภายในปีค.ศ. 2070 ประชากรของเมืองอาจมีมากถึงครึ่งหนึ่งที่อยู่ในเขตเสี่ยงน้ำท่วมชายฝั่ง หากไม่เร่งการปรับตัวเชิงระบบ

ข้อมูลจากเทคโนโลยี Lidar เผยให้เห็นว่าพื้นที่ที่มีความสูงต่ำกว่าประมาณ 1.11 เมตร ซึ่งกระจุกตัวในเขตกลางและตะวันตกของเมืองกรุงเทพเป็นพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นมาก หากระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นอีกเพียงไม่กี่สิบเซนติเมตร และโครงสร้างป้องกันยังไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง น้ำท่วมชั่วคราวในวันนี้อาจค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นน้ำท่วมเรื้อรังในหลายย่านของกรุงเทพภายในช่วงชีวิตของคนรุ่นปัจจุบัน

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กรุงเทพได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรมจำนวนมากตั้งแต่อุโมงค์ยักษ์ สถานีสูบน้ำ เขื่อนริมแม่น้ำ ไปจนถึงโครงการแก้มลิง ซึ่งช่วยบรรเทาน้ำท่วมเฉียบพลันได้ดีในช่วงฝนหนัก แต่ด้วยลักษณะเป็นมาตรการปลายเหตุจึงไม่อาจแก้

ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างการขาดพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ ระบบคลองที่ถูกถมเพื่อพัฒนาเมือง หรือผังเมืองที่ขยายตัวสวนทางกับภูมิทัศน์น้ำของลุ่มเจ้าพระยา อีกทั้งกำแพงคอนกรีตที่สูงขึ้นโดยไร้มาตรการเสริมยังอาจสร้างความมั่นใจลวง ทำให้เมืองชะลอการปรับตัวที่จำเป็นต่อการอยู่ร่วมกับน้ำในระยะยาว

ในทางกลับกัน มาตรการที่คุ้มค่าที่สุดอย่างการควบคุมน้ำบาดาล ซึ่งช่วยชะลอการทรุดตัวจากสาเหตุที่มนุษย์ก่อ หากมาตรการนี้อ่อนลง อัตราการทรุดตัวอาจกลับมาเร่งทันที และทำให้ระดับน้ำทะเลสัมพัทธ์เพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่แบบจำลองคาดการณ์ไว้มาก

การสร้างความยืดหยุ่นให้กรุงเทพฯ จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจากการบริหารจัดการแบบแยกส่วนสู่การบูรณาการเชิงระบบที่ผสาน Blue Infrastructure (ฟื้นฟูระบบคลองและแก้มลิงเป็นฟองน้ำซับน้ำ) เข้ากับ Green Infrastructure (พัฒนาพื้นที่สีเขียวเป็นแกนกลางรับมือสภาพภูมิอากาศ) ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่ทำงานร่วมกับธรรมชาติแทนที่การฝืนด้วยสิ่งก่อสร้าง

โดยมี Grey Infrastructure (อุโมงค์และสถานีสูบน้ำ) ทำหน้าที่เป็นแนวรับสุดท้ายเพื่อลดภาระทางวิศวกรรม และขับเคลื่อนผ่าน White Infrastructure (เทคโนโลยีเซนเซอร์และระบบจัดการอัจฉริยะ) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสมองกลเชื่อมโยงทุกส่วนให้ทำงานสอดประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำที่สุดตามสถานการณ์จริง

ประเทศไทยจำเป็นต้องมีหน่วยงานแบบสภาอนาคต (Future Council) ที่อำนาจหน้าที่ในการติดตามและดำเนินการประเด็นระยะยาว (long term) โดยเฉพาะประเด็นระยะยาวที่ต้องตัดสินใจตั้งแต่วันนี้

ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเป็นอีกประเด็นระยะยาวกว่าช่วงเวลาของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง ประเด็นระยะยาวอย่างนี้จำเป็นต้องเลือกเส้นทางการอยู่ร่วมกับอนาคตที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม หากไม่ต้องการให้กรุงเทพจมในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า

 

ระดับน้ำทะเลกับความเสี่ยงกรุงเทพ