เมื่อสิ้นเดือนเมษายนผู้ถือหุ้นของ Warner Bros. Discovery หรือ WBD ได้ลงมติที่จะขายบริษัทให้ Paramount Skydance ด้วยมูลค่า 110 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถ้าสำเร็จก็จะกลายเป็นดีลการควบรวมกิจการในธุรกิจสื่อที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ถึงแม้จะยังต้องผ่านกระบวนการอีกหลายขั้นตอน แต่การที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง WBD ต้องมาขายกิจการ ก็เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาและบทเรียนทางธุรกิจที่น่าสนใจ
ธุรกิจของ WBD นั้นครอบคลุมตั้งแต่ 1. ผลิตภาพยนตร์และโทรทัศน์ ได้แก่ค่ายหนังและโทรทัศน์ต่างๆ 2. HBO 3. ช่องโทรทัศน์ต่างๆ เช่น CNN, Turner Networks, Discovery 4. เกมและดิจิทัล ซึ่ง WBD ยังมีทั้งแบรนด์และคาร์แรคเตอร์ที่คนรู้จักกันดีไปทั่วโลก ตั้งแต่ DC, Game of Thrones, Harry Potter, Looney Tunes, Scooby-Doo เป็นต้น
Warner Bros. Discovery เกิดขึ้นจากการควบรวมของสองยักษ์ใหญ่ WarnerMedia กับ Discovery ในปี 2565 ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างยักษ์ใหญ่ในวงการสื่อแล้วยังก่อให้เกิดหนี้กว่า 39 พันล้านดอลลาร์ ด้วย และเป็นหนี้ที่ส่งผลต่อกระแสเงินสดและทำให้บริษัทยากที่จะหาเงินมาลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ
นอกจากนี้ธุรกิจหลักของ WBD ส่วนใหญ่ยังพึ่งพารายได้จากค่าโฆษณา แต่จากพฤติกรรมของคนที่เปลี่ยนไปสู่ Streaming มากขึ้น ก็ทำให้รูปแบบธุรกิจเดิมๆ ของ WBD เริ่มล้าสมัย ถึงแม้ WBD จะพยายามสู้ศึก Streaming ด้วย HBO Max
แต่เมื่อเทียบกับผู้นำอย่าง Netflix ในเรื่องของจำนวนสมาชิกแล้วยังห่างชั้นกันพอสมควร นอกจากนี้ TNT Sports ภายใต้ WBD ยังเสียลิขสิทธิ์การถ่ายทอดบาสเกตบอล NBA ไปให้กับคู่แข่งอีก ยิ่งทำให้สูญเสียรายได้จากค่าโฆษณาไปอีกมาก
จากทรัพย์สินดีๆ ที่มีอยู่มากมาย แต่ผลประกอบการกลับไม่สะท้อนถึงทรัพยากรที่มีอยู่ ทำให้ WBD กลายเป็นเป้าการควบรวมกิจการชั้นดี โดยเริ่มต้นจาก Paramount Skydance ซึ่งเป็นอีกหนึ่งยักษ์ในวงการสื่อและบันเทิง (เป็นบริษัทที่เพิ่งเกิดขึ้นจากการควบรวมระหว่าง Paramount และ Skydance) ที่แสดงความสนใจและอยากจะซื้อ WBD
แต่ทาง WBD ก็ปฏิเสธเรื่อยมา จนสุดท้ายถึงออกมายอมรับว่า WBD กำลังพิจารณาทางเลือกอื่นๆ เพิ่มเติม ทำให้ Netflix และ Comcast ได้เข้ามาแสดงความสนใจ ซื้อเฉพาะส่วนที่เป็นสตูดิโอการผลิตและธุรกิจ Streaming ขณะเดียวกัน Paramount ก็เสนอซื้ออีกครั้ง โดยตั้งใจจะซื้อทั้งบริษัท
ในช่วงแรกดูเหมือน Netflix จะได้เปรียบและเข้าสู่กระบวนการเจรจาแบบ Exclusive ก่อน ซึ่งทาง Paramount ก็ตอบโต้ด้วยการประกาศเสนอซื้อหุ้นเป็นเงินสดทั้งหมด ในราคาที่สูงกว่าที่ Netflix ให้ไว้ แต่กรรมการของ WBD ก็ได้ปฏิเสธไปอีกรอบ
อย่างไรก็ดี Paramount ก็ยังไม่ลดความพยายามและเสนอซื้อทั้งกิจการเป็นเงินสดอีกครั้ง ด้วยมูลค่าที่สูงกว่าเดิม ซึ่งในรอบนี้ปรากฏว่า Netflix ยอมถอยเอง และสุดท้ายคณะกรรมการของ WBD ก็กลับมายอมรับข้อเสนอของ Paramount
ปัจจัยความสำเร็จของ Paramount คือการยอมจ่ายเป็นเงินสดทั้งหมดและให้ราคาที่สูงกว่าราคาหุ้นของถึง 300% อย่างไรก็ดี ภายหลังจากที่ผู้ถือหุ้นอนุมัติแล้ว ยังต้องผ่านการอนุมัติจากทางการของอเมริกาและยุโรปก่อน ถึงจะถือว่าสำเร็จอย่างเป็นทางการ
คาดการณ์กันว่า Synergy ที่จะเกิดขึ้นจากการควบรวมกิจการในครั้งนี้จะมีอยู่ด้วยกัน 5 ประการด้วยกัน ตั้งแต่การรวมธุรกิจ Streaming ของทั้งสองเข้าด้วยกัน (Paramount+ และ HBO Max) การเพิ่ม Content Library ที่แข็งแกร่งขึ้น การประหยัดในการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีที่จะเป็นหนึ่งเดียว การประหยัดจากการควบรวมงานในด้านต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน
และสุดท้าย David Ellison ซีอีโอของ Paramount จะเกิดบริษัทที่ทั้งมีขนาดที่ใหญ่และสร้างสรรค์เพียงพอ ที่จะสู้กับบริษัทที่เน้นเทคโนโลยีในการรุกตลาดสื่ออย่างเช่น Apple, Amazon, และ Netflix
ต้องติดตามต่อไปนะครับว่าดีลนี้จะได้รับการอนุมัติจากทางการหรือไม่ และเมื่อควบรวมแล้วจะประสบความสำเร็จและก่อให้เกิดคุณค่าอย่างที่หวังไว้หรือไม่


