วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘เขียน’ ช่วยจำได้ดีกว่า ‘พิมพ์’

‘เขียน’ ช่วยจำได้ดีกว่า ‘พิมพ์’

มีการสังเกตกันมานานแล้วว่าเมื่อบันทึกสิ่งที่ได้ยินจากการบรรยายด้วยการพิมพ์ (ไม่ว่าบนแป้นพิมพ์หรือพิมพ์หน้าจอก็ตาม) หรือการเขียน มีผลต่อการจำเนื้อหาต่างกันพอควร กล่าวคือการเขียนช่วยให้จำได้ดีกว่าอย่างชัดเจน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเรียนภาษา การเขียนช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพกว่าอย่างเห็นได้ชัด ผมได้ไปลองค้นว่าสิ่งที่สังเกตนั้นมันเป็นความจริงหรือไม่ และทราบว่ามีการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบสองวิธีนี้ และได้ข้อสรุปตรงกับที่สงสัย

การมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนว่า การเขียนช่วยให้จำได้ดีขึ้นนั้นจะเป็นผลดีต่อการเรียนรู้ของเยาวชนหรือแม้แต่ผู้ใหญ่ก็ตาม

การเรียนรู้ให้ได้ผลดีนั้นอาศัยเทคนิคการเรียนรู้อยู่มาก การรู้ว่าการเขียนจะช่วยให้สามารถจำสิ่งที่เรียนได้ดีขึ้น จึงเป็นประโยชน์อย่างมากและควรใช้วิธีการเขียนมากขึ้นแทนการพิมพ์ในปัจจุบันที่ใช้กันอย่างสะดวกและแพร่หลาย จนมีเสียงบ่นว่าเขียนตัวหนังสือกันไม่เป็น หากเครื่องพิมพ์เกิดมีปัญหาใช้งานไม่ได้ก็จะไม่สามารถจดบันทึกสิ่งใดได้เลย

แต่ดึกดำบรรพ์มาเราได้ยินว่า “หัวใจนักปราชญ์” หรือเคล็ดลับการเรียนให้เก่ง ประกอบด้วย สุ (สุตะ คือ การฟัง) จิ (จินตะ คือ การคิด) ปุ (ปุจฉา คือ การถาม) และลิ (ลิขิต แปลว่า การเขียน) สุ-จิ-ปุ-ลิ จึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ ที่มีประสิทธิภาพ “ลิขิต” เป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการเขียนแทนที่จะเป็นการพิมพ์ตามยุคสมัยปัจจุบัน

ในเรื่องการเขียนหรือพิมพ์ช่วยความจำได้ดีกว่ากันนั้น มีงานศึกษาสำคัญของ Pam Mueller & Daniel Oppenheimer ในปี 2557 โดยแบ่งนักเรียนเป็น 2 กลุ่ม ทั้งหมดฟังการบรรยายสไตล์ TED – Talk ที่จำกัดเวลาไม่เกิน 18 นาที กลุ่มหนึ่งให้บันทึกด้วยการพิมพ์แล็ปท็อป

อีกกลุ่มใช้การเขียนด้วยมือ ผลปรากฏว่ากลุ่มพิมพ์บันทึกได้หมดจดอย่างแทบจะเป็นคำต่อคำ ส่วนอีกกลุ่มจดได้จำนวนคำน้อยกว่าและใช้เวลามากกว่าเพราะต้องคิดเพื่อเขียน

เมื่อทดสอบความเข้าใจเนื้อหาก็พบว่า กลุ่มเขียนทำได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากต้องมีกระบวนการคิดวิเคราะห์เพื่อเขียนสรุป ส่วนกลุ่มพิมพ์นั้นคิดก็จริงในการเลือกคำเพื่อพิมพ์แต่มีกระบวนการคิดน้อยกว่า เพราะกดปุ่มนั้นเร็วกว่าการบรรจงเขียน โดยสรุปก็คือการพิมพ์ผลักดันโดยธรรมชาติให้ใช้กระบวนการทำงานของสมองในระดับที่ตื้น ก่อนที่จะพิมพ์ข้อความ

งานศึกษาที่มีชื่อเสียงอีกชิ้นคือของ Audrey van der Meer (2563-2566) ซึ่งศึกษาคลื่นสมอง โดยใช้ EEG Brain Scans และพบว่าการเขียนทำให้สมองในหลายส่วนทำงานสอดประสานกัน

โดยมีการเชื่อมต่อกันอย่างแข็งขันในหลายบริเวณของสมอง โดยเฉพาะในส่วนของสมองที่เกี่ยวกับความจำและวงจรการเรียนรู้ หรือพูดอีกอย่างว่าสมองถูกใช้งานและเชื่อมต่อกันมากกว่าวิธีการพิมพ์

ต่อมามีโครงการการศึกษาร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย Princeton และ UCLA เพื่อติดตามงานศึกษาของงานชิ้นแรก และพบว่าการพิมพ์มีจุดแข็งในเรื่องของจำนวนคำที่บันทึกได้ ในขณะที่การเขียนนั้นมีจุดแข็งที่สร้างความเข้าใจในเนื้อหาที่รับมาและเก็บไว้เป็นความจำในระยะยาว ดังนั้น ในเรื่องการสอบ การคิดเชิงกลยุทธ์ และการคิดวิเคราะห์ การเขียนจึงเป็นวิธีการที่เหนือกว่าการพิมพ์

โดยสรุปงานวิจัยเหล่านี้ตลอดจนงานศึกษาด้านจิตวิทยาเห็นตรงกันว่า การเขียนด้วยมือช่วยทำให้สามารถเชื่อมต่อความคิดเข้าด้วยกัน เกิดความเข้าใจ และความจำเหนือกว่าการพิมพ์ที่มีจุดเด่นด้านความเร็ว การเก็บรักษาและการค้นหาในเวลาต่อไป พูดง่าย ๆ ว่ามันเป็นการต่อสู้กันระหว่างความลึกในการเรียนรู้(การเขียน) กับประสิทธิภาพ (การพิมพ์)

คำแนะนำที่มาจากงานศึกษาเหล่านี้ก็คือไม่ควรเลือกใช้วิธีเขียนหรือวิธีพิมพ์แต่เพียงอย่างเดียว วิธีที่ดีที่สุดคือใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน ตัวอย่างเช่น ในระหว่างรับฟังหรือเรียนรู้ เขียนไอเดียสำคัญและสรุปย่อด้วยมือ

และหลังจากการเรียนรู้แล้วขยายข้อความด้วยการพิมพ์จากสิ่งที่ได้จดบันทึกไว้เพื่อนำไปใช้ต่อไป เหตุที่มันได้ผลก็เพราะการเขียนคือการเข้ารหัส (encoding) ในลักษณะหนึ่ง ส่วนการพิมพ์คือการเก็บรักษาไว้

ในเชิงจิตวิทยา ประสาทวิทยาและศาสตร์การเรียนรู้ การเขียนและการพิมพ์มีผลที่แตกต่างกันเนื่องจากในแต่ละกรณี กระบวนการทำงานของสมองในการแปลงข้อมูลข่าวสารนั้นแตกต่างกัน ในกรณีการเขียนด้วยมือนั้น ไม่อาจจดได้ทันคำต่อคำ

ดังนั้นจึงถูกบังคับให้ย่อความ คิดเขียนข้อความใหม่ และเลือกไอเดียสำคัญ การกระทำเช่นนี้สร้างการเข้ารหัสที่ลึก ซึ่งทำให้ความจำมีความเข้มแข็งกว่า ในขณะที่การพิมพ์มักพิมพ์คำต่อคำจึงผ่านกระบวนแปลงข้อความของสมองที่ตื้นกว่า

พูดอีกอย่างหนึ่งว่าการเขียนด้วยมือต้องใช้การรับรู้ การคิด ความรู้ความเข้าใจ (cognitive) อันนำไปสู่กระบวนการเข้ารหัสของข่าวสารที่ลึก อันนำไปสู่ความเข้าใจและการจำได้ดีกว่า หากพูดเป็นภาษาง่าย ๆ ก็คือการต้องพยายามเข้าใจสิ่งที่ต้องเรียนรู้ และคิดวิเคราะห์เพื่อเขียนข้อความของตนเอง ทำให้สามารถเข้าใจและจดจำได้ดีกว่าการพิมพ์ลงไปทันที ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านี้มากนัก

กล่าวโดยสรุป การพิมพ์โดดเด่นกว่าหากต้องการความเร็วและการได้ข้อความที่ครบถ้วน แต่หากต้องการการเรียนรู้ ความเข้าใจ การคิดวิเคราะห์และการจำเนื้อหาจากการเรียนรู้แล้ว การเขียนเหนือกว่าอย่างแน่นอน

จากประสบการณ์ส่วนตัวในเรื่องการเรียนรู้และการสอบ ซึ่งต้องอาศัยความจำช่วยเป็นอย่างมาก การเขียนด้วยมือเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุด อย่าพิมพ์เพราะเป็นแฟชั่น เมื่อเราต้องการเรียนรู้อย่างได้ผลจึงไม่ควรพิมพ์เพียงเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระแสนิยม

ตราบที่โน้ตที่เรามีอยู่ มีหน้าตาเหมือนต้นฉบับ เราไม่มีวันจำได้ดี ต่อเมื่อมันเป็นโน้ตที่ถอดมาจากความเข้าใจ จากการคิดสรุปของเราและเขียนขึ้นมาเอง เราจึงจะจำได้ดีครับ