ช่วงสองสัปดาห์นี้ ก่อนวันที่ 15 พฤษภาคม รัฐสภาสหรัฐต้องลงคะแนนให้ความเห็นชอบการแต่งตั้ง นายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) เป็นประธานคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดคนใหม่ แทนนายเจอโรม พาวเวลล์ ที่จะหมดวาระลง
เป็นการเปลี่ยนตัวผู้ดำรงตำแหน่งที่มีอิทธิพลมากสุดในตลาดการเงินโลก ในภาวะที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนทั้งภูมิรัฐศาสตร์ สงครามในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน และเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินเฟดล่าสุด ก็สร้างความไม่แน่นอนเพิ่มเติมให้กับตลาดการเงิน จากความเห็นที่ต่างกันมากในคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐขณะนี้ เป็นความไม่แน่นอนที่ตลาดมองว่าอาจรุนแรงมากขึ้นหลังประธานเฟดคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง นี่คือสิ่งที่นักลงทุนกังวล และนี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐเมื่อวันพุธที่แล้ว เป็นการประชุมครั้งสุดท้ายที่นายเจอโรม พาวเวลล์เป็นประธาน ผลการประชุมออกมาตามที่ตลาดการเงินคาด คือเฟดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ ร้อยละ 3.50-3.75
ให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวเข้มแข็ง การจ้างงานใหม่ไม่เพิ่มมาก การว่างงานไม่เปลี่ยนมาก ส่วนอัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นเป็นผลส่วนหนึ่งจากราคาพลังงานโลกที่ปรับสูงขึ้น
ที่ประชุมย้ำเป้าหมายการจ้างงานระดับสูงสุดและอัตราเงินเฟ้อระยะยาวที่ร้อยละ 2 ต่อปีในการดำเนินนโยบายการเงิน โดยในการปรับอัตราดอกเบี้ย เฟดจะพิจารณาข้อมูลใหม่ แนวโน้มเศรษฐกิจและความเสี่ยง และให้ความเห็นว่าเหตุการณ์ตะวันออกกลางทำให้ความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจโลกอยู่ในระดับสูง
ท้ายสุดในช่วงแถลงข่าว นายพาวเวลล์ กล่าวว่า จะอยู่ในตำแหน่งกรรมการธนาคารกลางสหรัฐต่อไปหลังหมดวาระประธาน เพื่อรอให้ข้อกล่าวหาที่เฟดถูกดำเนินการตามกฎหมายในช่วงที่เขาเป็นประธานยุติลงก่อน
ข้อสรุปทั้งหมดอาจดูพื้นๆ แต่ลึกๆ แสดงให้เห็นหลายอย่างที่ดูไม่ปกติ 1.ไม่มีการส่งสัญญาณอัตราดอกเบี้ยในอนาคตเหมือนที่ผ่านมา ที่ตลาดจะนำไปประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยจะลดหรือเพิ่มกี่ครั้งในปีนี้ 2.คะแนนลงมติ 8 ต่อ 4 ชี้ถึงความแตกต่างในความเห็นของกรรมการที่มากแบบไม่เคยมีมาก่อน
3.มีการวิเคราะห์ว่าเหตุที่นายพาวเวลล์จะไม่ลาออกจากการเป็นกรรมการธนาคารกลางสหรัฐหลังหมดวาระประธาน เหมือนที่เคยปฏิบัติกันมา
ซึ่งวาระกรรมการของเขาอยู่ได้ถึงมกราคม 2571 อาจเพราะไม่ต้องการให้ตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐว่างลง ซึ่งจะเปิดช่องให้รัฐบาลแต่งตั้งคนของตนเข้ามาเพื่อให้ได้เสียงข้างมากในบอร์ด ทั้งหมดทำให้ตลาดการเงินมองว่าอาจมีอะไรบางอย่างกำลังเกิดขึ้นในเฟดที่ไม่ปรกติ
สำหรับผู้ที่จะเข้ามารับตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ นายเควิน วอร์ช ได้รับการเสนอชื่อโดยประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งต้องบอกว่าไม่ธรรมดา
วอร์ชมีประสบการณ์ครบเครื่องทั้งตลาดการเงิน นโยบายสาธารณะและภาคธุรกิจ เคยทำงานในบริษัทวาณิชธนกิจและการจัดการลงทุน ทำให้เข้าใจตลาดการเงินเป็นอย่างดี เคยเป็นที่ปรึกษาประธานาธิบดี จอร์จ บุช เป็นเลขานุการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ
และเคยเป็นกรรมการในคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐที่อายุน้อยสุด คือ 35ปี ช่วงปี 2549-2554 สมัยนายเบน เบอร์นานเก เป็นประธานเฟด ช่วงที่สหรัฐเกิดวิกฤติเศรษฐกิจการเงินครั้งใหญ่ปี 2541 โดยนายวอร์ชทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมหรือผู้ประสานระหว่างธนาคารกลางสหรัฐกับตลาดการเงินในการทำนโยบายแก้วิกฤติ ทำให้เขาเข้าใจวิธีคิดและการทำงานด้านนโยบายของเฟดเป็นอย่างดี
หลังออกจากเฟด นายวอร์ช ทำงานในภาคเทคโนโลยี เป็นทั้งนักลงทุน กรรมการบริษัทและที่ปรึกษา จึงเข้าใจดีถึงศักยภาพของเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้นายเควิน วอร์ช มีความคิดเห็นเป็นของตนเอง
และที่ตลาดการเงินสนใจ คือ แนวคิดของเขาเกี่ยวกับบทบาทเฟดในระบบเศรษฐกิจและนโยบายการเงิน เพราะหลายอย่างที่เขาได้ให้ความเห็นแตกต่างกับแนวคิดหรือวิธีปฏิบัติของเฟดในปัจจุบันค่อนข้างมาก
1.วอร์ชเห็นว่านโยบายการเงินควรปักหมุดที่เงินเฟ้อหรือเสถียรภาพราคาเป็นหลัก ไม่ควรเฉไฉหรือเปลี่ยนน้ำหนักไปตามกระแส เช่น ภาวะโลกร้อน
โดยมองว่าเป้าหมายเงินเฟ้อระยะยาวของเฟดที่ร้อยละ 2 ต่อปีอาจต้องเปลี่ยน เพราะดูแคบเกินเมื่อเทียบกับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่ได้เปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะความแตกแยกทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อโลกเพิ่มสูงมากขึ้นกว่าเดิม
และคิดว่าดัชนีเงินเฟ้อที่เฟดใช้ในการกำหนดนโยบายอาจต้องเปลี่ยน โดยใช้ค่าเฉลี่ยระยะยาวของอัตราเงินเฟ้อแทนตัวเลขรายเดือน รวมถึงตัดเดือนที่เงินเฟ้อมีความผันผวนสูงออก หรือรายการที่ผันผวนสูงออกเพื่อให้นโยบายการเงินโฟกัสที่เสถียรภาพราคาระยะยาว แนวคิดแบบนี้ทำให้นึกถึงการทำนโยบายการเงินที่มีอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นเป้าหมาย
2.วอร์ชมองว่าที่ผ่านมานโยบายการเงินของเฟดเน้นอุ้มตลาดการเงินมากเกิน ทั้งเรื่องสภาพคล่อง เช่น การอัดฉีดสภาพคล่องผ่านมาตรการคิวอี และการชี้นำตลาดเพื่อให้ตลาดปรับตัวล่วงหน้าตามทิศทางนโยบาย เช่น มาตรการ forward guidance
มองว่ามาตรการเหล่านี้คือ การแทรกแซงตลาด ที่บิดเบือนกลไกราคา ทำให้เกิด moral hazard และลดวินัยในตลาดการเงิน รวมถึงเปิดประตูให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงความเป็นอิสระของธนาคารกลางได้ง่ายขึ้น และที่เขาอยากเห็นคือเฟดเล็กลง พูดน้อยลง และตอบรับปัญหาเร็วขึ้น
3.ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ที่เขามองว่าไม่ใช่สิทธิแบบอัตโนมัติ แต่เป็นสิ่งที่ธนาคารกลางต้องแสดงให้เห็นในการทำหน้าที่ว่าสมควรได้รับสิทธินั้น มองธนาคารกลางว่าไม่ควรเข้าไปอุ้มการคลังของรัฐบาล โดยซื้อพันธบัตรรัฐบาล เช่น ผ่านมาตรการคิวอี เพราะบิดเบือนอัตราดอกเบี้ยตลาดและต้นทุนที่แท้จริงของการขาดดุลการคลังต่อเศรษฐกิจ
เขาอยากเห็นข้อตกลงระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารกลางในเรื่องเหล่านี้ เพื่อแยกนโยบายการเงินออกจากการบริหารการคลังของรัฐบาลอย่างชัดเจน ทำอย่างโปร่งใส ทุกคนทราบ ซึ่งจะช่วยรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
นี่คือแนวคิดของว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งก้าวหน้ามากและจะหมายถึงการปฏิรูปหรือเปลี่ยนวิธีปฏิบัติของเฟดแบบไม่เหมือนเดิม
หลายอย่างผมเห็นด้วย เช่น มาตรการคิวอี ทำให้หลายฝ่ายคาดว่าความตึงเครียดในคณะกรรมการเฟดจะเพิ่มขึ้นหลังนายวอร์ช เข้ารับตําแหน่ง สะท้อนความไม่ตรงกันทางความคิดระหว่างกลุ่มเดิมที่เชื่อในความเป็นสถาบันของเฟด และกลุ่มใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนแปลง
เราคงต้องตามดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น และจะกระทบการตัดสินใจด้านนโยบายของเฟดอย่างไร เริ่มด้วยฟังคําแถลงและตอบคำถามของนายวอร์ชต่อรัฐสภาสหรัฐในอีกไม่เกิน 10 วัน


