ประเทศไทยอยู่ในยุค “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด ข้อมูลจากกรมกิจการผู้สูงอายุ ณ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ระบุว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุร้อยละ 21.99 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2573 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ที่มีประชากรผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 28 ของทั้งประเทศ
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนี้ส่งผลกระทบทั้งมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และการวางผังเมือง ผู้สูงอายุบางส่วนเผชิญภาวะขาดการดูแลหรือความอบอุ่นทางใจ ทั้งอาจเผชิญความรู้สึกโดดเดี่ยว ไร้คุณค่า หรือเป็นภาระ นำไปสู่ความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต เช่น ภาวะซึมเศร้า และปัญหาสุขภาพอื่นๆ
โดยเฉพาะในกรณีที่ขาดความมั่นคงทางการเงิน จะยิ่งเพิ่มความเปราะบาง และส่งผลให้ความต้องการด้านบริการสุขภาพและสวัสดิการเพิ่มสูงขึ้น นำไปสู่ภาระงบประมาณของภาครัฐในระยะยาว
ภายใต้บริบทดังกล่าว “สวนสาธารณะ” นับเป็นองค์ประกอบสำคัญของเมืองที่มีบทบาทโดยตรงต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ทั้งในด้านการส่งเสริมสุขภาพกาย การผ่อนคลายทางจิตใจ และการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
การศึกษาพฤติกรรมการใช้สวนสาธารณะของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างองค์ความรู้เชิงประจักษ์ เพื่อสนับสนุนการออกแบบและพัฒนา “เมืองที่เป็นมิตรต่อคนทุกช่วงวัย” (Age-friendly City) อย่างยั่งยืน
ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีสวนสาธารณะประมาณ 40 แห่ง รวมพื้นที่ 5,755,520 ตารางเมตร รองรับประชากรทั้งจังหวัด 5,422,567 คน คิดเป็นสัดส่วนพื้นที่สวนสาธารณะเพียง 1.06 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ที่ 9 ตารางเมตรต่อคนอย่างชัดเจน
แม้ว่างานวิจัยจำนวนมากจะชี้ว่าสวนสาธารณะที่เหมาะสมสามารถส่งเสริมสุขภาวะทั้งทางกายและจิตใจของผู้สูงอายุได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งด้านการกระตุ้นกิจกรรมทางกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง เสริมสร้างสุขภาพจิต และส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
แต่ในทางปฏิบัติ ผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานครยังคงเป็นกลุ่มที่ใช้สวนสาธารณะในสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อย
การศึกษาวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับคุณลักษณะของสวนสาธารณะที่ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุใช้งานมากขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการยกระดับสวนสาธารณะในกรุงเทพมหานครให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยมุ่งวิเคราะห์ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานสวนสาธารณะ 7 ด้าน ได้แก่ การเข้าถึง ความหลากหลายของกิจกรรม การจัดพื้นที่นั่งพัก อุณหภูมิและสภาพอากาศ สุนทรียภาพ ความปลอดภัย และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ผ่านการสัมภาษณ์ผู้สูงอายุ 299 คน
ผลการศึกษาพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ (ร้อยละ 66) เลือกใช้สวนสาธารณะมากกว่าพื้นที่กึ่งสาธารณะ เช่น พื้นที่บริเวณรอบศูนย์การค้าหรืออาคารแบบผสมผสาน โดยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ใช้เวลาเฉลี่ยต่อครั้งน้อยกว่า 1 ชั่วโมง นิยมเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว และมักมาเพียงลำพังเพื่อออกกำลังกายและทำกิจกรรมต่างๆ
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้สวนสาธารณะของผู้สูงอายุ พบว่า “การเข้าถึง” เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญสูงสุด โดยผู้สูงอายุจำนวนมากสะท้อนการเดินเท้าหรือการใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อเข้าถึงสวนสาธารณะที่ยังขาดความสะดวกและความปลอดภัย
ปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ทางเท้าที่ไม่ต่อเนื่อง จุดข้ามถนนที่ไม่ปลอดภัย และการขาดระบบนำทางที่ชัดเจน ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะของผู้สูงวัย
นอกจากนี้ ปัจจัยด้านความหลากหลายของกิจกรรม การจัดที่นั่ง สุนทรียภาพ ความปลอดภัย และโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ล้วนมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้สวนสาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ
โดยเฉพาะสวนที่มีบรรยากาศสงบ ร่มรื่น มีที่นั่งเพียงพอ และมีระบบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้สูงอายุใช้เวลาในสวนสาธารณะได้นานขึ้น (มากกว่า 1 ชั่วโมง) และมีแนวโน้มกลับมาใช้บริการซ้ำ
ในทางตรงกันข้าม สวนสาธารณะที่เน้นองค์ประกอบเชิงพาณิชย์ เช่น การมีร้านอาหารหรือร้านเครื่องดื่มจำนวนมาก กลับไม่ใช่เป็นปัจจัยดึงดูดสำหรับผู้สูงอายุ
สะท้อนให้เห็นว่าการออกแบบพื้นที่สาธารณะควรมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการพื้นฐานด้านการออกกำลังกาย การพักผ่อน ความปลอดภัย และการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม มากกว่าการพัฒนาในเชิงพาณิชย์เป็นสำคัญ
จากผลการศึกษา สามารถเสนอแนะแนวทางสำหรับนักผังเมืองและผู้ออกแบบและพัฒนาสวนสาธารณะให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานครและจังหวัดอื่นๆ ได้ดังนี้
ประการแรก ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาการเข้าถึงสวนสาธารณะให้สะดวกและปลอดภัยในทุกมิติ ทั้งการเดินเท้า การใช้จักรยาน และระบบขนส่งสาธารณะ ควบคู่กับการจัดให้มีพื้นที่จอดรถอย่างเพียงพอสำหรับผู้สูงอายุที่ยังจำเป็นต้องใช้รถยนต์ส่วนตัว
รวมถึงการปรับปรุงเส้นทางเข้าสู่สวนสาธารณะให้ใช้งานง่ายและปลอดภัย ผ่านการออกแบบระบบนำทางที่ดี เช่น ป้ายบอกทาง ป้ายระยะทาง และจุดสังเกตต่างๆ
ประการที่สอง การออกแบบสวนสาธารณะควรมุ่งเน้นการสร้างบรรยากาศที่สงบ ร่มรื่น และผ่อนคลาย เพื่อเป็นพื้นที่พักผ่อนและฟื้นฟูสุขภาพ โดยการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การจัดโซนเงียบ และการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมและสะดวกสบาย
ประการที่สาม การพัฒนาสวนสาธารณะโดยเน้นการดึงดูดนักท่องเที่ยวหรือการถ่ายภาพ อาจไม่ใช่ปัจจัยที่ส่งเสริมการใช้งานของผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย กิจกรรมทางสังคม และกิจกรรมเชิงสันทนาการที่เหมาะสม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการใช้งานต่อเนื่อง
สุดท้าย การออกแบบพื้นที่เปิดโล่งที่มีความกว้างขวาง สะดวกสบาย และมีคุณภาพ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดผู้สูงอายุ เนื่องจากจะเอื้อต่อการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ควบคู่กับการจัดกิจกรรมที่หลากหลายและสอดคล้องกับความต้องการ จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจของสวนสาธารณะ และส่งเสริมการใช้งานในระยะยาว
ผลจากการศึกษานี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบและพัฒนาพื้นที่กึ่งสาธารณะในโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ ได้ โดยเฉพาะโครงการที่รองรับการใช้งานของผู้สูงอายุ ทั้งในภาคที่อยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมในอนาคต และตอบสนองต่อการใช้ชีวิต สุขภาวะ และการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น


