คนไทยกว่า 10 ล้านคนอยู่ในภาคเกษตรกรรม แต่ทว่าโครงสร้างการผลิตยังคงพึ่งพาสินค้าเกษตรพื้นฐาน ทำให้การสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศอยู่ในระดับจำกัด รายได้ของเกษตรกรจึงไม่สามารถยกระดับได้อย่างยั่งยืน
โจทย์สำคัญจะทำอย่างไรให้เกิดการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมมูลค่าสูงในประเทศได้
การศึกษาของคณะผู้วิจัยทีดีอาร์ไอ ได้ให้คำตอบในเรื่องนี้ จากการศึกษาห่วงโซ่อุปทานของ “กาแฟ” และ “กล้วย” ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ระดับการผลิต แต่อยู่ที่ไทยยังไม่มีจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะเป็นผู้ปลูก ผู้แปรรูป หรือผู้สร้างแบรนด์ รวมทั้งการเจาะตลาดเป้าหมายว่าจะเป็นตลาดในประเทศหรือตลาดส่งออก
มูลค่าเพิ่มอยู่ที่กลางน้ำและปลายน้ำ
ในห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร มูลค่าเพิ่มจะสูงขึ้นตามลำดับจากต้นน้ำไปสู่กลางน้ำและปลายน้ำ กาแฟมีคุณค่าในตัวเอง แต่หากเกิดการแปรรูปเป็น Specialty Coffee มูลค่าจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
เช่นเดียวกับกล้วย หากได้รับการแปรรูปเป็นแป้งหรือผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เห็นได้ว่าการพัฒนากลางน้ำและปลายน้ำไม่ใช่การลดความสำคัญของเกษตรกร แต่เป็นการเพิ่มโอกาสให้ทุกคนในห่วงโซ่ได้รับมูลค่าเศรษฐกิจที่สูงขึ้น
สำรวจกาแฟไทย: ผลิตไม่พอ และยังขาดจุดยืน
ปัจจุบันไทยเป็นผู้นำเข้ากาแฟสุทธิ ตลาดกาแฟในประเทศมีมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นกาแฟพร้อมดื่มและกาแฟผสมกลุ่มละ 1.8 หมื่นล้านบาท และร้านกาแฟ 1.2 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มกาแฟพิเศษที่เติบโตอย่างต่อเนื่องตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใส่ใจคุณภาพและแหล่งที่มา ทว่าปริมาณการผลิตในประเทศยังคงเติบโตตามไม่ทัน
ขณะเดียวกันยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายมิติ ในระดับต้นน้ำ เผชิญกับปัญหาพื้นที่เพาะปลูก และการแข่งขันจากพืชเศรษฐกิจทางเลือกอื่นที่มีความคุ้มค่าสูงกว่า รวมถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งความท้าทายอื่น
ทั้งปัญหาเกษตรกรสูงอายุ การขาดการพัฒนาและรับรองสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญคือผลิตภาพ (Yield) ที่อยู่ในระดับต่ำมาก ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการขาดการพัฒนาพันธุ์และดูแลจัดการแปลงอย่างเหมาะสม
ส่วนข้อจำกัดในระดับกลางน้ำ โครงสร้างภาษีนำเข้าที่ “ลักลั่น” การนำเข้ากาแฟสำเร็จรูปเสียภาษีต่ำกว่าการนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบเพื่อแปรรูปในประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการขาดแรงจูงใจในการลงทุนด้านการแปรรูป
นอกจากนี้ยังขาดระบบการจัดการของเสียอย่างผลกาแฟเชอร์รี่ เปลือกกาแฟกะลา และกากกาแฟ ที่สามารถนำมาพัฒนาให้เกิดมูลค่าเพิ่มและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะทาง เช่น หัวเชื้อจุลินทรีย์ (Starter Culture) สำหรับกาแฟพิเศษ
ขณะที่ปลายน้ำ กาแฟไทยยังขาดระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ทำให้เกิดข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดพรีเมียมโลก ขณะเดียวกันยังขาดการสร้างแบรนด์ในตลาดสากล ทั้งที่กาแฟไทยมีอัตลักษณ์และแหล่งกำเนิดที่สามารถนำมาสร้างความแตกต่างได้
กล้วยไทย: ตลาดมีอยู่ แต่ต้องรู้ว่าจะผลิตเพื่อใคร
ปัญหาหลักของอุตสาหกรรมกล้วยไทยไม่ใช่การผลิตมากหรือน้อยเกินไป แต่คือขาดการประเมินขนาดตลาด และการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกัน ตลาดในประเทศและตลาดส่งออกมีความต้องการที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ตลาดส่งออกโดยเฉพาะญี่ปุ่นและตลาดโลกต้องการกล้วยหอมคาเวนดิชเป็นหลัก ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เกษตรกรไทยยังปลูกน้อยมาก
อย่างไรก็ตามภายใต้ข้อตกลง JTEPA ไทยได้รับโควตาส่งออกกล้วยไปญี่ปุ่น 8 พันตันต่อปีในอัตราภาษีศูนย์ แต่ไทยส่งออกได้ไม่ถึง 1 ใน 3 ซึ่งมีเหตุผลสำคัญมาจากการที่ผู้ส่งออกไทยส่วนใหญ่เน้นส่งออกเฉพาะกล้วยออร์แกนิก ซึ่งมีข้อกำหนดการผลิตที่เข้มงวด ทำให้มีปริมาณจำกัด
นอกจากนี้ การส่งออกกล้วยไปญี่ปุ่นมักดำเนินการผ่านสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบรายปีในราคาคงที่ด้วยสกุลเงินเยน เมื่อค่าเงินเยนอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้รายได้ของเกษตรกรผู้ส่งออกน้อยกว่าการขายในตลาดพรีเมียมภายในประเทศมาก
คำถามเชิงกลยุทธ์จึงชัดเจนขึ้นว่า การเร่งขยายการส่งออกไปญี่ปุ่นโดยไม่มีกลไกบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เป็นแนวทางที่คุ้มค่าเพียงพอหรือไม่
ขณะที่ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของกล้วยในระดับต้นน้ำพบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายย่อย มีอายุเฉลี่ยสูง ขาดทักษะการจัดการแปลงและการวางแผนการผลิต ขาดการพัฒนาและรับรองสายพันธุ์ ทั้งที่การพัฒนาสายพันธุ์ที่ทนทานต่อโรคพืชและสภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องเร่งด่วน
สิ่งสำคัญที่สุดคือ การขาดระบบวางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับขนาดและความต้องการของตลาด ซึ่งเป็นรากเหง้าของวงจรสินค้าล้นตลาดที่วนซ้ำทุกปี
กลางน้ำ กระบวนการคัดเกรดทำให้เกิดผลผลิตตกเกรดจำนวนมาก ขาดระบบขนส่งควบคุมอุณหภูมิทำให้คุณภาพสินค้าเสื่อมสภาพ เกษตรกรรายย่อยมีเงินทุนที่จำกัดซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนในนวัตกรรมการแปรรูป เช่น แป้งกล้วย กล้วยผง นมกล้วย หรือผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ทั้งที่เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม
ส่วนปลายน้ำขาดการแบ่งกลุ่มตลาดอย่างเป็นระบบ ระหว่างตลาดทั่วไป ตลาดพรีเมียม และตลาดส่งออก อีกทั้งยังขาดการสร้างตลาด การรับรู้ ตลอดจนอัตลักษณ์ของ “กล้วยไทย” ในสากล ทั้งที่กล้วยท้องถิ่นของไทยมีความหลากหลายและมีจุดเด่นที่หาได้ยาก รวมถึงการพัฒนาสินค้าเพื่อสุขภาพ
จะเห็นได้ว่าทั้งกาแฟและกล้วยต่างสะท้อนปัญหาของภาคเกษตรไทยที่มี “รากเดียวกัน” คือ ระบบการผลิตไม่เชื่อมโยงกับสัญญาณของตลาดอย่างแท้จริง การยกระดับเกษตรอุตสาหกรรมมูลค่าสูงจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลผลิต แต่คือการ “จัดแนวทั้งระบบ” ให้สอดคล้องกัน
ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงมี 4 ประเด็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน
1.ปรับโครงสร้างภาษีให้เอื้อต่อการแปรรูปในประเทศ ลดความบิดเบือนของตลาด 2.พัฒนาระบบข้อมูลเพื่อประเมินขนาดตลาดและวางแผนการผลิต ลดปัญหาสินค้าล้นตลาด 3.ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบแปรรูปและควบคุมอุณหภูมิเพื่อรักษาคุณภาพและเพิ่มมูลค่า และ 4.ยกระดับศักยภาพเกษตรกร ผ่านเทคโนโลยี องค์ความรู้ และการพัฒนาสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง
หากสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ ประเทศไทยมีโอกาสก้าวจาก “ผู้ผลิตวัตถุดิบ” ไปสู่ “ผู้สร้างมูลค่า” ในห่วงโซ่อุปทานโลก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟพรีเมียม การสร้างแบรนด์สินค้าเกษตร หรือการต่อยอดผลิตภัณฑ์แปรรูปจากของตกเกรด ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร แต่ยังเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
หมายเหตุ บทความนี้อ้างอิงจากรายงานการศึกษาวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานและโอกาสการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมมูลค่าสูง โดยทีดีอาร์ไอซึ่งได้รับมอบหมายจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม


