วันอังคาร ที่ 28 เมษายน 2569

Login
Login

ขอเตือนรัฐกู้เงิน ต้องไม่สร้างวิกฤติตามมา

ขอเตือนรัฐกู้เงิน ต้องไม่สร้างวิกฤติตามมา

ข่าวรัฐบาลจะออก พ.ร.ก. ฉุกเฉินกู้เงิน 5 แสนล้านหรือมากกว่าหลังเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจากร้อยละ 70 เป็นร้อยละ 75 ของจีดีพีเพื่อแก้วิกฤติ สร้างความสับสนและความห่วงใยไปทั่วสังคม

ที่สับสนเพราะไม่รู้รัฐบาลจะเอาเงินไปทำอะไร แก้อะไร และทำไมมากมายขนาดนี้ ที่ห่วงใยคือ ความโปร่งใสของการกู้เงินและใช้เงิน เพราะการออก พ.ร.ก. ทำให้ไม่มีการตรวจสอบหรือกลั่นกรองก่อนใช้เงิน 

ความห่วงใยเหล่านี้มีเหตุผล เพราะการกู้เงิน 5 แสนล้านคือการสร้างหนี้จำนวนมหาศาลให้กับประเทศ หนี้เหล่านี้ไม่ใช่ของฟรี แต่เป็นภาระที่คนรุ่นลูกหลานต้องชำระคืน จึงต้องระมัดระวัง

ผมเองถูกถามมากเรื่องนี้จากนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ ที่ห่วงว่าการกู้เงินและใช้เงินของรัฐบาลอาจไม่แก้วิกฤติ เพราะรัฐใช้เงินไม่ตรงจุด คือเน้นแจกหรือบรรเทามากกว่าปรับโครงสร้าง ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เกิดวิกฤติใหม่ตามมา

ทั้งวิกฤติเงินเฟ้อรุนแรงที่มากับเศรษฐกิจถดถอย วิกฤติการคลังเพราะภาระหนี้โตเร็วกว่ารายได้ภาษีและเศรษฐกิจ และ วิกฤติความเสียหายจากการทุจริตคอร์รัปชันของการใช้เงินกู้ที่อาจเกิดขึ้นถ้าไม่ป้องกันเข้มแข็ง ทั้งหมดจะทำให้การแก้วิกฤติไม่เป็นผล สูญเปล่า นี่คือความห่วงใย และนี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

การแก้วิกฤติควรมีสามองค์ประกอบ 1.ผู้แก้เข้าใจปัญหาหรือวิกฤติที่ต้องแก้ มียุทธศาสตร์ในการแก้ชัดเจน รู้ว่าต้องทำอะไรทั้งระยะสั้นระยะยาว 2.มีทรัพยากรที่จะใชัในการแก้ ถ้าไม่มีก็ต้องระดม ซึ่งการกู้เงินก็เป็นทางเลือกหนึ่งและรู้ว่าจะเอาเงินที่กู้มาไปทำอะไร 

3. ประชาชนสนับสนุนรวมถึงพรรคการเมืองที่ใม่ใช่รัฐบาล เพราะนี่คือปัญหาของประเทศที่ต้องแก้ ทุกคนเข้าใจและสนับสนุน ทำให้การแก้วิกฤติจะประสบความสำเร็จ นี่คือสามเรื่องที่ต้องมี และสําหรับการแก้วิกฤติคราวนี้ 3 เรื่องนี้ก็ต้องมีเช่นกัน แต่ปัจจุบันไม่ชัดเจน ประชาชนจึงสับสนและเป็นห่วง

ในทางเศรษฐศาสตร์ วิกฤติคราวนี้เป็นช็อกด้านอุปทาน ราคาน้ำมันสูงขึ้นทำให้ของทุกอย่างราคาแพงขึ้น แพงขึ้นทั่วโลก ทุกเศรษฐกิจจึงต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่ได้ในโลกที่ทุกอย่างแพงขึ้นไม่เหมือนเดิม และหน้าที่ของรัฐบาลคือช่วยเศรษฐกิจและประชาชนปรับตัว

เช่น เมื่อของแพงก็ต้องปรับตัวใช้จ่ายน้อยลง ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น ประหยัด เพราะไม่รู้ว่าวิกฤติจะลากยาวแค่ไหน แน่นอนเศรษฐกิจจะชะลอลง แต่ถ้าเศรษฐกิจและประชาชนปรับตัวได้ ผลกระทบก็จะเบาลง 

นี่คือหลักของการแก้วิกฤติ ที่รัฐบาลต้องช่วยภาคธุรกิจและประชาชนในการปรับตัว รวมถึงปรับโครงสร้างเพื่อช่วยเศรษฐกิจปรับตัว ใครที่ปรับตัวไม่ได้เช่นไม่มีรายได้ รัฐบาลก็ช่วยเหลือ แต่ไม่ใช่ช่วยทุกคน เช่น กู้เงินมาตรึงราคาน้ำมันเพื่อให้ทุกคนได้ประโยชน์ อันนี้ไม่ใช่เพราะทุกคนต้องปรับตัว

หรือกู้เงินมาแจก กู้มากระตุ้นเศรษฐกิจ หรือกู้มาทำนโยบายที่หาเสียงไว้ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่และไม่ใช่การแก้วิกฤติที่เกิดจากด้านอุปทาน แต่ถ้ายังฝืนทำ การแก้วิกฤติก็จะไม่สำเร็จและจะสร้างวิกฤติให้กับประเทศมากขึ้นตามมา

วิกฤติแรก วิกฤติเศรษฐกิจถดถอยและเงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจะลากยาวเป็นห้าปีสิบปี คือในภาวะที่ช็อคต่อเศรษฐกิจมาจากอุปทาน ราคาน้ำมันสูงขึ้น เศรษฐกิจจะชะลอและเงินเฟ้อจะสูงขึ้นแน่นอน ในสถานการณ์เช่นนี้ ถ้ารัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาล

เช่น กู้เงินมาใช้จ่าย หรือลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นให้เอกชนใช้จ่าย จะเป็นการทำนโยบายที่ผิดพลาด เพราะเศรษฐกิจจะขยายตัวดีขึ้นเพียงชั่วคราว แต่อัตราเงินเฟ้อจะยิ่งเร่งตัวจนประชาชนต้องลดการใช้จ่ายเพราะทุกอย่างยิ่งแพงขึ้น ธุรกิจไม่ลงทุนเพราะต้นทุนสูงขึ้น การส่งออกชะลอเพราะแข่งขันไม่ได้ 

เศรษฐกิจจะกลับมาชะลอและถดถอยพร้อมอัตราเงินเฟ้อในประเทศที่สูงมาก นี่คือผลที่จะเกิดขึ้นถ้ารัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงไม่มีประเทศไหนเวลานี้พูดถึงการใช้บาซูก้าการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ มีแต่ใช้นโนบายการเงินการคลังช่วยเศรษฐกิจปรับตัว ดูแลสภาพคล่อง และดูแลกลุ่มเปราะบางที่ควรช่วยเหลือ

วิกฤติที่สองที่จะเกิดคือวิกฤติการคลัง ที่รัฐบาลสร้างหนี้ให้กับประเทศมากขึ้น แต่ความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาลไม่สูงขึ้นตาม เพราะเศรษฐกิจยังขยายตัวต่ำ ทำให้รัฐบาลไม่มีรายได้ที่จะชำระหนี้ ปัญหานี้แก้ได้ถ้ารัฐเอาเงินที่กู้มาลงทุนและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มความสามารถในการหารายได้ให้กับประเทศ

แต่ถ้าเอาเงินที่กู้มาไปบริโภค เช่น มุ่งแจกเงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากวิกฤติ ประชาชนก็จะไม่ปรับตัว เงินที่กู้มาก็จะไม่สร้างอะไรให้กับเศรษฐกิจสำหรับอนาคต เช่น โครงสร้างพื้นฐาน แต่สูญไปกับการบริโภค เหลือไว้แต่ภาระหนี้ให้กับคนรุ่นหลัง

ประเทศเรามีบทเรียนเรื่องนี้จากวิกฤติโควิด ที่รัฐกู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาทเพื่อแก้วิกฤติ เพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 70 ของจีดีพี เป็นการใช้เงินแก้โควิดที่มากสุดในเอเชีย และเงินส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการเยียวยา คือบริโภคไม่ใช่ลงทุน ผลคือหลังโควิดจบเศรษฐกิจก็กลับไปขยายตัวต่ำในอัตราร้อยละ 2 เหมือนเดิม 

เพราะไม่ได้มีอะไรมาช่วยเศรษฐกิจให้ขยายตัวดีขึ้นจากการก่อหนี้ ซึ่งคราวนี้ก็อาจเหมือนกัน เงินกู้ห้าแสนล้านบาทถ้าเอามาลงทุนเรื่องระบบน้ำทั้งประเทศ จะสามารถขยายพื้นที่ชลประทาน แก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง และเพิ่มผลผลิตภาคเกษตรได้อย่างถาวร

นี่คือค่าเสียโอกาส นี่คือความแตกต่างระหว่างการบริโภคและการลงทุน และนี่คือความแตกต่างระหว่างประเทศจนกับประเทศรวย ประเทศจนเน้นบริโภคทรัพยากรที่มีและอยู่ไปวันๆ ส่วนประเทศรวยเน้นเก็บออมและลงทุนเพื่ออนาคต

และถ้ารัฐเอาแต่กู้เงินเพื่อบริโภคและแก้ปัญหาไปวันๆ ไม่ลงทุน ไม่ปรับโครงสร้าง ประเทศก็จะจน รัฐก็จะไม่มีรายได้จากภาษีในอนาคตที่จะชำระหนี้ ประเทศจะเกิดวิกฤติการคลัง เป็นผลจากรัฐบาลที่ไม่มีวินัยในการใช้เงินแผ่นดิน

วิกฤติที่สามคือการทุจริตคอร์รัปชันที่จะมากับการใช้เงินกู้ ในสายตานักลงทุน ความไม่สุจริตเป็นความอ่อนแอหลักของภาครัฐไทยที่ทำให้ประเทศตกต่ำ และความไม่สุจริตมีในทุกระดับ ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริตคอร์รัปชันกับการใช้เงินกู้มีความเป็นไปได้สูง

โดยเฉพาะถ้าการเมืองมีอํานาจเหนือการตรวจสอบ เหนือการบังคับใช้กฎหมาย เหนือกระบวนการยุติธรรม และเหนือการปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริตของข้าราชการ ทั้งจากการใช้เงินกู้ผิดประเภทและการโกงอย่างโจ่งแจ้งเพราะไม่มีการควบคุมตรวจสอบที่เข้มแข็งพอ 

สิ่งเหล่านี้จะเป็นตราบาปให้กับภาครัฐไทยและสังคมไทย และผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือ ผู้ที่อนุมัติให้กู้เงินเพราะตระหนักดีถึงความเสี่ยงเหล่านี้

นี่คือวิกฤติที่รออยู่ ถ้าการแก้วิกฤตผิดพลาด เป็นความห่วงใยของนักลงทุน จึงอยากเรียนให้ผู้ทำนโยบายทราบ และอยากย้ำว่าราชการต้องระมัดระวังและรอบคอบมากๆกับเงินของแผ่นดิน ที่ความถูกต้องและผลประโยชน์ของส่วนรวมต้องมาก่อน

 

ขอเตือนรัฐกู้เงิน ต้องไม่สร้างวิกฤติตามมา