ครั้งที่แล้วผมเขียนถึงหนังสือของนิโคโล แมคคิเวลลี (Niccolò Machiavelli) ที่เขียนเมื่อกว่า 500 ปีที่แล้ว ชื่อ The Prince ซึ่งเป็นตำราสอนการให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองและการรักษาอำนาจเอาไว้ให้ยาวนานที่สุด
จากนั้นผมเอาหนังสือ The Prince ไปเปรียบเทียบกับหนังสือ The Evolution of Cooperation เขียนโดย Rober Axelrod ที่เริ่มต้นตั้งต้นจากปัญหาทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า Prisoners’ Dilemma (กับดักนักโทษ) คือ โจร 2 คน ที่ถูกตำรวจจับในฐานะผู้ต้องสงสัยที่ถูกแยกขัง
ซึ่งเมื่อถูกสอบสวนก็จะตัดสินใจสารภาพ และยอมติดคุกคนละ 5 ปี แม้ว่าหากทั้งสองร่วมมือกัน (ไม่หักหลังกันเอง) คือไม่ยอมสารภาพก็จะจำคุกเพียงคนละหนึ่งปี ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากกว่า
แต่ที่สำคัญคือ หนังสือของ Rober Axelrod นำเอาผลการแข่งขันเกมคอมพิวเตอร์ ที่เปิดให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ 14 โปรแกรมเข้าร่วมแข่งขัน ซึ่งพบว่าโปรแกรมที่ชนะเลิศ คือโปรแกรม Tit for Tat (ตาต่อตาฟันต่อฟัน) และเมื่อแจ้งผลการแข่งขันดังกล่าวแล้ว ก็ได้ประกาศการแข่งขันรอบที่ 2 และมีโปรแกรมเข้าร่วมการแข่งขันเพิ่มขึ้นเป็น 62 โปรแกรม
แต่ปรากฏว่า ผลก็ยังออกมาเหมือนเดิมคือ Tit for Tat ชนะเลิศ อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งน่าแปลกใจมาก เพราะ Tit for Tat คือโปรแกรมที่จะร่วมมือด้วยดีและไม่เคยหักหลังใคร หากไม่โดนหักหลังก่อน
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? Robert Axelrod อธิบายว่าจุดแข็งของ Tit for Tat คือ
1. Nice: โดยจะเริ่มต้นเกมด้วยการให้ความร่วมมือ เพื่อเปิดทางไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน (win-win) เป็นพื้นฐานตั้งแต่ต้น
2. Retaliatory: แต่หากอีกฝ่ายหนึ่งไม่ร่วมมือด้วยดี ก็จะตอบสนองในทำนองเดียวกัน (คือไม่คบด้วย) เพื่อไม่ให้ถูกเอาเปรียบซ้ำแล้วซ้ำเล่า
3. Forgiving: เมื่อใดที่อีกฝ่ายหนึ่งกลับมามีไมตรีจิต ให้ความร่วมมือด้วยดี ก็จะกลับไปให้ความร่วมมือเช่นกัน คือการให้อภัยไม่ถือโกรธ เริ่มต้นกันใหม่ได้เสมอ
4. Clear: เป็นพฤติกรรมที่มีความชัดเจน อีกฝ่ายหนึ่งเข้าใจได้ง่าย ยากที่จะเกิดความเข้าใจผิด
Tit for Tat ได้คะแนนรวมสูงสุด ไม่ใช่เพราะว่าสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้มากที่สุด ตรงกันข้ามผลที่ออกมาดีที่สุดคือ “เสมอกับคู่ต่อสู้” และในหลายเกม Tit for Tat จะได้คะแนนน้อยกว่าคู่ต่อสู้ เพราะมักจะถูกเอาเปรียบอย่างน้อย 1-2 ครั้ง
แต่ที่ Tit for Tat ชนะเลิศ ก็เพราะในเชิงของคะแนนรวมนั้น Tit for Tat เป็นกลยุทธ์ที่ทำคะแนนได้มากที่สุด เมื่อต้องไปเล่นกับกลยุทธ์หรือโปรแกรมหลายๆประเภท จึงเก็บคะแนนรวมได้มากกว่าโปรแกรมคู่แข่งอื่นๆทั้ง 64 โปรแกรม
ที่น่าสนใจคือ โปรแกรมที่พยายามเอาเปรียบอีกฝ่ายหนึ่ง และเห็นแก่ตัวมากๆ เช่น ที่หนังสือ The Prince แนะนำให้นำเอาไปใช้นั้น ปรากฏว่าในช่วงแรกได้ผลดี แต่เมื่อใช้ไปนานๆก็จะล้มเหลว เพราะคนอื่นจะเริ่มรู้ทัน ทำให้ในที่สุด ไม่มีใครอยากจะมาคบหาสมาคมด้วย
ในทางตรงกันข้ามโปรแกรมหรือกลยุทธ์ Tit for Tat นั้นจะค่อยๆขยายตัวไปเรื่อยๆ และมีความยั่งยืน กลายเป็นโปรแกรมที่อยู่รอดได้ โดยไม่ได้มีการชี้นำแต่อย่างใด
แปลว่า เมื่อเวลาผ่านไปและมีการเล่นเกมต่อเนื่องไปอีกเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือโปรแกรมที่ตั้งหน้าตั้งตาจะเอาเปรียบคู่ต่อสู้ ก็จะค่อยๆ สูญพันธุ์ไป แต่โปรแกรมที่ร่วมมือกันก็จะมีความยั่งยืน และขยายพันธุ์ออกไปจนได้จนกลายเป็นเสียงข้างมาก
จึงเป็นที่มาของชื่อของหนังสือ The Evolution of Cooperation และข้อสรุปคือ “cooperation is a rational evolutionary stable strategy, not just a moral ideal.”
แต่ถามว่า ในโลกนี้ยังมีตัวอย่างของ “กับดักนักโทษ” หรือไม่? ก็ต้องตอบว่า “มี” คือการแข่งขันกันของมหาอำนาจที่จะต้องมีอาวุธนิวเคลียร์เอาไว้ “ป้องกันตัว” มากพอที่จะทำลายล้างโลก 20-30 ครั้ง ที่เรียกว่า MAD หรือ Mutually Assured Destruction ทั้งๆที่ มหาอำนาจควรหันหน้ามาเจรจากันเพื่อให้ไปต่างฝ่ายต่างกำจัดอาวุธนิวเคลียร์ดังกล่าว
และตัวอย่างที่ใกล้ตัวอีกเรื่องหนึ่งคือ การที่สหรัฐต้องการห้ามอิหร่านไม่ให้เสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อไม่ให้อิหร่านได้มีศักยภาพที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และได้เคยเจรจากับอิหร่านเพื่อยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมชั่วคราวไปแล้ว
ภายใต้ข้อตกลงเมื่อปี 2015 ที่ชื่อว่า Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน รัสเซียและเยอรมนี แต่ต่อมา ประธานาธิบดีทรัมป์ยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวในปี 2017
สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีกเมื่อสหรัฐโจมตีสถานที่เสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่านร่วมกับอิสราเอลเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2025 และต่อมาก็ได้พยายามเจรจากับอิหร่านอีกครั้งให้ยกเลิกการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่ก็หักหลังอิหร่านโดยเปิดฉากทำสงครามตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ทำไมอิหร่านจึงไม่ไว้ใจสหรัฐเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลอิหร่านก็ได้เคยจับนักการทูตสหรัฐเป็นตัวประกันเมื่อ 47 ปีที่แล้ว และประกาศอย่างชัดเจนว่า ต้องการทำลายล้างทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอิสราเอล ซึ่งก็ทำให้ทั้ง 2 ประเทศไม่ไว้ใจรัฐบาลปัจจุบันของอิหร่านเช่นกัน
ประเด็นคือ การจะร่วมมือกันและการจะให้สันติภาพเกิดขึ้นจากการเจรจานั้น จุดเริ่มต้นคงจะต้องพยายามลืมอดีต และสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกัน
โดยอาจเริ่มจากการทำกิจกรรมเล็กน้อยร่วมกันในเชิงสัญลักษณ์ ที่จะช่วยสร้างความรู้สึกที่ดีต่อกันและเกิดการร่วมมือซึ่งกันและกัน โดยหวังว่าจะตามมาด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกันแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่นที่ประธานาธิบดีนิกสันได้ริเริ่มเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนจากการจัดการแข่งขันปิงปองระหว่างสหรัฐกับจีน
ในทำนองเดียวกัน สักวันหนึ่ง ประเทศไทยก็ควรต้องปรับความสัมพันธ์กับกัมพูชาให้เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นแบบ Tit for Tat ในเชิงสร้างสรรค์ครับ


