วันหยุดยาวสงกรานต์ รัฐบาลและคนจำนวนมากทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่โลกภายนอกปั่นป่วนเหลือประมาณ หลังกลับมาจากการจับจ่าย การเดินทาง และความสนุกสนานในเทศกาลหยุดยาวแล้ว
ประชาชนคนไทยควรจะได้รู้สึกและเตรียมวางแผนรับมือกับผลกระทบที่ถาโถมเข้าใส่อันเป็นพิษภัยจากสงครามสหรัฐ อิสราเอลและอิหร่านกันอย่างแท้จริงเสียที
ต่อจากนี้ไปประเทศไทยจะเต็มไปด้วยสียงโอดครวญจากปัญหาเศรษฐกิจที่ข้าวของแพงขึ้นแบบก้าวกระโดด เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงชัดเจน ขณะที่เครื่องมือและทรัพยากรของรัฐมีจำกัด ปัญหาทั้งมวลเหล่านี้กำลังรอพิสูจน์ฝีมือของรัฐบาลชุดใหม่ที่เพิ่งจะเข้ารับตำแหน่ง
รัฐบาลจะบริหารบ้านเมืองแบบในภาวะปกติไม่ได้ นโยบายที่แถลงกับสภาเต็มไปด้วยถ้อยคำแบบเดิมๆ ที่ไม่ได้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลตระหนักว่าเวลานี้บ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤติและจะวิกฤติต่อไป หลายเรื่องเป็นนโยบายที่ดูสวยหรูแต่เลื่อนลอย ไม่ต่างจากนโยบายของรัฐบาลอื่นๆ ที่ผ่านมา
รัฐบาลต้องสร้างความตระหนักในความเร่งด่วน (sense of urgency) ต่อทุกองคาพยพว่าการบริหารประเทศจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ทั้งในระดับประเทศ ระดับกระทรวง หน่วยงาน ลงไปจนถึงระดับประชาชน ที่ต้องปรับตัวและปรับอย่างแรงด้วย
เร่งด่วนแรกจะต้องสื่อสารให้ประชาชนรับรู้ว่าชีวิตจะไม่ราบรื่นอีกอย่างน้อย 2 ปีข้างหน้า ประชาชนต้องใช้ความพยายามและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่เช่นนั้นอาจจะอยู่ในข่ายการเลิกจ้างเพราะธุรกิจปิดตัว ต้องรัดเข็มขัดมากขึ้น แสวงหารายได้มากกว่าหนึ่งทาง
ขณะที่ต้องบอกให้ชัดว่ารัฐบาลจะมีมาตรการอะไรออกมาช่วยเหลือเยียวยาคนที่ตกงาน และเกษตรกรที่เสี่ยงล้มละลายจากค่าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และความร้อนแล้งมหาโหดในเวลาที่อุปสงค์สินค้าเกษตรตกต่ำจากค่าครองชีพ
เร่งด่วนที่ 2 ใช้วิกฤตินี้ให้เป็นโอกาสในการจัดการกับงบประมาณของประเทศ รัฐบาลสามารถจะประกาศว่าให้ทุกกระทรวงทุกหน่วยงานปรับลดงบประมาณลงทุกรายการ เช่น ลดลง 20% ในปีงบประมาณ 2570
ตัดงบประมาณที่ไร้สาระและหาประโยชน์ไม่ได้แต่เป็นช่องทางในการพลิกแพลงและประพฤติมิชอบ เช่น งบประมาณการดูงานทุกชนิด งบการก่อสร้างที่ไม่จำเป็นและงบพาชาวบ้านไปเที่ยวขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ
เร่งด่วนที่ 3 การเพิ่มประสิทธิภาพของข้าราชการ ควรออกเป็นนโยบายที่จะลดจำนวนข้าราชการลง เช่น อย่างน้อย 5% ด้วยการประเมินอย่างเข้มแล้วคัดผู้ที่มีผลงานต่ำกว่าเกณฑ์ออก หรือจะเปิดให้มีการเกษียณก่อนกำหนดก็ได้
วิกฤติครั้งนี้น่าจะเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะสร้างระบบราชการใหม่ที่มีประสิทธิภาพและผลิตภาพอย่างที่พูดกันมาตลอด รัฐบาลต้องมุ่งมั่นและใจกล้าแบบรัฐบาลเวียดนามที่ปฏิรูประบบราชการอย่างได้ผล
นายกรัฐมนตรีจะต้องเด็ดขาด ตั้งคณะทำงานปฏิรูประบบราชการและดำเนินการอย่างรวดเร็วในภาวะวิกฤตินี้ ประกาศเลยว่าเป็นมาตรการ Grand Transformation อย่างที่รองนายกฯและรัฐมนตรีคลังไปประกาศเอาไว้บนเวทีประชุม ไอเอ็มเอฟ เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา เพื่อให้ระบบราชการลดความเทอะทะล่าช้าอุ้ยอ้าย ลดการทุจริตคอร์รัปชัน ให้เหลือคนที่มีความสามารถและผลงานจริงๆ
เร่งด่วนที่ 4 ต้องลงมือปราบคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เท่าที่ผ่านมาไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนก็ทำแบบลูบหน้าปะจมูกทั้งสิ้น ทำได้มากที่สุดแค่ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ ในสังคมศรีธนญชัยอย่างประเทศไทย ต้องการความเด็ดขาดมากกว่าที่เป็นอยู่
ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีใครกลัวเกรงกฎหมาย ขนาดหน่วยงานใน ปปช.เองยังมีเรื่องฉาวโฉ่ได้ การปล่อยให้คอร์รัปชันกัดกินประเทศวันแล้ววันเล่าส่งผลต่อความเติบโตของประเทศและความเป็นประเทศน่าลงทุนในสายตาต่างชาติ
ประเทศกำลังเผชิญกับความปั่นป่วนอลหม่าน (chaos) จากวิกฤติครั้งนี้ การจะพาประเทศให้รอด รัฐบาลต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่หมดว่าไม่ได้บริหารอยู่ในภาวะปกติ ต้องกล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าบริหารในทุกๆ เรื่องที่ถูกต้องแม้จะไม่ถูกใจคนบางกลุ่ม การยอมเจ็บด้วยการผ่าตัดใหญ่จะทำให้เจ็บครั้งเดียวเพื่อประเทศกลับมาดีขึ้น ไม่ใช่กินยาแก้ปวดไปเรื่อยๆ แล้วหวังว่าประเทศจะดี
การตระหนักในความเร่งด่วนและใช้โอกาสจากวิกฤตินี้ทำการปฏิรูปอย่างจริงจัง โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ของพวกพ้องผู้มีอิทธิพล ไม่รอให้ทรัพยากรถูกผลาญอย่างไร้ประโยชน์ และไม่รอให้บ้านเมืองถดถอยจนกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว นั่นแหละหน้าที่ของรัฐบาล





