อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมการผลิตและหรือซ่อมยานพาหนะและระบบอาวุธเพื่อการป้องกันประเทศ เช่น ยานยนต์ไร้คนขับ โดรน หุ่นยนต์สำหรับปฏิบัติการทางการทหาร อาวุธและชิ้นส่วนต่าง ๆ เป็นต้น
แต่ทว่าชื่อของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทยอาจยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักจนกระทั่งเกิดการปะทะชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาจนนำมาสู่ความสนใจในอาวุธยุทโธปกรณ์และการใช้เทคโนโลยีทางการทหารของไทย
สำหรับประเทศไทยโจทย์จึงมิใช่เรื่องของการเลือกผลิตอาวุธหรือนำเข้าจะคุ้มค่ากว่า แต่เป็นการยกระดับอุตสาหกรรมและจะทำอย่างไรให้จุดแข็งเรื่องการซ่อมบำรุงและการยืดอายุการใช้งานกลายเป็นความได้เปรียบที่ยั่งยืนในภูมิภาคได้
บทความนี้จะพาผู้อ่านไปรู้จักภาพรวม จุดแข็ง จุดอ่อน ศักยภาพเชิงเปรียบเทียบและเสนอแนวทางเพื่อให้ไทยสามารถวางบทบาทเป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุง อัปเกรดและทดสอบในภูมิภาคได้
อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยมีฐานการผลิตและการลงทุนจากภาครัฐที่ต่อเนื่อง ได้แก่ 1) กิจการผลิตและหรือซ่อมยานพาหนะ และระบบอาวุธเพื่อการป้องกันประเทศ 2) กิจการผลิตและหรือซ่อมยานไร้คนขับเพื่อการป้องกันประเทศและชิ้นส่วนที่ใช้ในการผลิตและหรือซ่อม
3) กิจการผลิตและหรือซ่อมอาวุธและเครื่องช่วยฝึกเพื่อการป้องกันประเทศและชิ้นส่วน ด้านการผลิตและหรือซ่อมอาวุธ และ 4) กิจการผลิตและหรือซ่อมอุปกรณ์ช่วยรบ
ดังนั้น ไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์ นอกจากในเรื่องของการลงทุนที่ต่อเนื่องแล้ว ไทยยังมีหน่วยงานสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนา อย่างสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI) ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเชื่อมภาครัฐ เอกชนและสถาบันวิจัย
ทั้งนี้ระบบนวัตกรรมของอุตสาหกรรมป้องกันไทยนั้นประกอบไปด้วยผู้เล่นจากภาครัฐ ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรมและกองทัพ เป็นหลัก ร่วมด้วย DTI แต่ทว่าสถาบันการศึกษาอื่น ๆ และเอกชนยังมีบทบาทจำกัด
จุดแข็งของไทยคือมีฐานที่แข็งแรงในภาคอุตสาหกรรมซึ่งใช้ต่อยอดได้ เช่น ยานยนต์/ชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์บางส่วน โลจิสติกส์และซัพพลายเชน รวมถึงอุตสาหกรรมเหล็กและการผลิตเครื่องจักรบางส่วน
ดังนั้น ไทยจึงมีต้นทุนในการเป็นฐานประกอบและซัพพลายเชนได้ ไทยยังมีศักยภาพในด้านซ่อมบำรุงและอู่เรือ โดยเฉพาะในกองทัพเรือ งานซ่อมของกองทัพบกและงานสนับสนุนทางเทคนิคของกองทัพอากาศ
นอกจากนี้ประเทศไทยยังตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของภูมิภาคเปิดทางเลือกในการร่วมมือและถ่ายทอดเทคโนโลยีกับตะวันตก จีนและรัสเซีย
ทว่าจุดอ่อนที่สำคัญคือ ระบบนวัตกรรมยังไม่เชื่อมกัน โครงสร้างตลาดเป็นแบบรัฐนำ ไม่เปิดโอกาสให้เอกชนได้เข้าถึงโครงการต่างๆ รวมถึงการจะยกระดับจากการซ่อมและประกอบไปสู่การเป็นพัฒนาและส่งออกเทคโนโลยีเองก็ยังอาจไม่คุ้มทุน
เนื่องจากการผลิตน้อยทำให้ต้นทุนในการผลิตสูง เอกชนไม่กล้าลงทุนเนื่องจากความต้องการของตลาดไม่ชัด ซึ่งเมื่อพิจารณาในเรื่องของระบบนวัตกรรมแล้ว ภาคเอกชนและสถาบันวิจัยหรือหน่วยงานการศึกษาควรเข้ามามีบทบาทร่วมกับภาครัฐมากกว่าที่เป็นอยู่
หากประเมินในภาพรวมแล้วจะพบว่า ในภูมิภาคอาเซียนนั้น สิงคโปร์ มีศักยภาพที่โดดเด่นที่สุดเนื่องจากมีภาคเอกชนที่เข้มแข็ง นำโดย ST Engineering มีการส่งออกเทคโนโลยีและมีการสนับสนุนด้าน R&D (Research and Development)
ในขณะที่อินโดนีเซีย มีรัฐวิสาหกิจอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศหลายแกนทั้งภาคพื้น ทางทะเล อากาศและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงมีกรอบกฎหมายเบื้องต้นที่ผลักดันการใช้ของและบำรุงรักษาในประเทศ
ตามมาด้วยมาเลเซีย ที่มีผู้เล่นด้านยานเกราะและยานยนต์ทหารอย่าง DEFTECH (DRB-HICOM Defence Technologies) และกลุ่มต่อเรือ/ซ่อมเรืออย่าง Boustead Heavy Industries Corporation (รวมถึงเครือบริษัทย่อย)
ส่วนเวียดนามเองก็เริ่มลงทุนในอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศอย่างต่อเนื่องผ่านบริษัทสายเทคโนโลยี เช่น Viettel High Tech ที่ระบุเป้าหมายผลักดันการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในเวียดนาม และมีการนำผลิตภัณฑ์ไปแสดงในงาน defence ระดับภูมิภาค
โดยศักยภาพของประเทศไทยอยู่ในระดับกลางของเพื่อนบ้านทั้งสี่ประเทศโดยมีจุดแข็งคือ MRO ภาคอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดได้
ดังนั้น ในการยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทย ภาครัฐซึ่งเป็นผู้เล่นหลักนอกจากต้องวางแผน เพิ่มบทบาท ส่งเสริมเอกชน สถาบันวิจัยและสถาบันการศึกษาแล้ว การวางตำแหน่งไทยเป็นศูนย์ซ่อมบำรุง อัปเกรดและทดสอบเทคโนโลยี เช่น ระบบไร้คนขับบางประเภท ระบบต่อต้านโดรน การสื่อสารปลอดภัย ระบบฝึกซ้อม/จำลองสถานการณ์ และไซเบอร์
ทั้งหมดนี้เน้นซอฟต์แวร์และการรวมระบบมากกว่าเครื่องยนต์หรือเทคโนโลยีหนักที่ต้องใช้เวลาสะสมยาวนาน ในระดับภูมิภาคนั้นดูจะมีความเป็นไปได้ในมากที่สุดเมื่อประเมินจากจุดแข็งด้านฐานอุตสาหกรรม และกำลังคนที่มีอยู่
ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพระยะสั้นและรวดเร็ว ก่อนจะขยับไปเพิ่มบทบาทเอกชนในระยะยาวด้วยการที่รัฐต้องเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากไปกว่าแค่การ subcontract ในปัจจุบัน
การวางบทบาทใหม่ของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทยในภูมิภาคระยะสั้นนี้ก็เพื่อเสริมจุดแข็ง ปรับจุดอ่อนเพื่อเน้นการพึ่งพาตัวเองในระยะยาวและเปิดพื้นที่ให้เอกชน สถาบันวิจัยและสถาบันการศึกษาเข้ามามีบทบาทในระบบนวัตกรรมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นในระยะยาว





