ขณะนี้ภาครัฐได้กำหนดให้ “ทักษะด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน” (Green Skills) เป็นหนึ่งใน “ทักษะที่พึงประสงค์” อย่างเป็นทางการครั้งแรก (ตามประกาศฯ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569) เพราะเป็น “ทักษะแรงงาน” ที่ตลาดต้องการสูงในปัจจุบัน
คำว่า Green ในปัจจุบันไม่ได้มีความหมายแคบๆ เกี่ยวกับ “สิ่งแวดล้อม” (สีเขียว) แต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็น “แนวความคิดเชิงระบบ” ที่สะท้อนถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเชื่อมโยงกับแนวความคิดของสหประชาชาติ (United Nations) ในเรื่องของ “Sustainable Development Goals” (SDGs) 17 ข้อด้วย
แนวความคิดเรื่อง Green จึงเป็นแนวทางหรือวิธีการที่มุ่งเน้นในเรื่องของ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามีประสิทธิภาพ การลดของเสียและมลพิษ การสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม (ธรรมชาติ)
ทุกวันนี้ การขับเคลื่อน “เศรษฐกิจสีเขียว” (Green Economy) ของไทยได้ก้าวสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง เมื่อราชกิจจานุเบกษาได้มีประกาศฯ กำหนด “ทักษะที่พึงประสงค์ของกำลังคนในกลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน พ.ศ.2569”
โดย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นกรอบของการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณในเชิงนโยบายว่า ตลาดแรงงานไทยถึงเวลาต้องปรับตัวครั้งใหญ่
ประกาศของ อว. ที่ว่านี้ คือ “ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง ทักษะที่พึงประสงค์ของกำลังคนในกลุ่มสาขาอาหารแห่งอนาคต กลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน และกลุ่มสาขาดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ พ.ศ.2569” (ประกาศ ณ วันที่ 24 มีนาคม 2569)
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการดำเนินการตามปรัชญาการอุดมศึกษาไทยและระบบอุดมศึกษาใหม่ด้านการสร้างบัณฑิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ
ตอบสนองความต้องการในการพัฒนาของทั้งภาครัฐและเอกชน โดยคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ในปัจจุบันและอนาคต ผ่านข้อมูลการวิจัยด้านทักษะที่พึงประสงค์จากภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษานำไปใช้เป็นแนวทางในการจัดทำหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างทักษะและสมรรถนะแก่ผู้เรียน
ประกาศฯ ฉบับนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากการออกกฎหมายเรื่องอากาศสะอาด จากภาวะวิกฤติสภาพภูมิอากาศ และการเติบโตของหลักการ ESG สำหรับการลงทุนของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมในตลาดหลักทรัพย์และทั่วโลก
ทำให้ทักษะด้าน Green Skills และ Sustainability Skills กลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของความสามารถในการแข่งขันของทุกองค์กร คือ ไม่ใช่เพียงเพื่อภาพลักษณ์ขององค์กรเท่านั้น แต่เป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบขององค์กรต่อสังคมโลกด้วย
ดังนั้น ธุรกิจอุตสาหกรรมในวันนี้ จึงต้องการคนที่มีทักษะเฉพาะด้านใหม่ๆ เพราะประกาศฯ ฉบับนี้ทำให้เรามองเห็นความสำคัญและทิศทางของเรื่องสิ่งแวดล้อมได้ชัดเจนและมั่นใจยิ่งขึ้น ซึ่งกำลังเปลี่ยนสถานะจาก “แนวความคิดเชิงนโยบาย” ไปสู่ “ทักษะเชิงปฏิบัติ” ที่ต้องใช้เพื่อการทำงานและการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน
เนื่องจากผู้บริหารในปัจจุบันไม่ได้ต้องการเพียงการรายงานผลเท่านั้น แต่ต้องการผู้ที่สามารถวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สามารถวิเคราะห์สัมฤทธิ์ผลของการลงทุนด้านความยั่งยืน สามารถประเมินผลกระทบเชิงระบบ รวมถึงสามารถออกแบบกลยุทธ์ที่สร้างสมดุลระหว่างผลกำไรกับความยั่งยืนด้วย
ประกาศฯ ฉบับนี้จึงมีความสำคัญต่อระบบการศึกษาของไทยโดยตรง เพราะเป็นกรอบให้มหาวิทยาลัยปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับโลกของการทำงานจริง จากเดิมที่การเรียนด้านสิ่งแวดล้อมอาจเน้นเชิงทฤษฎีวิชาการอย่างเข้มข้น ก็กำลังถูกปรับให้ตอบโจทย์ของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมได้มากขึ้น
ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม การใช้เครื่องมือดิจิทัล และการเข้าใจกลไกของเศรษฐศาสตร์สีเขียว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเชื่อม “ห้องเรียน” เข้ากับ “ตลาดแรงงาน” อย่างเป็นรูปธรรม ตามนโยบาย “CWIE” ของ อว.
ดังนั้น การมี“ทักษะสีเขียว”(Green Skills) จึงไม่ใช่ “ทางเลือก” อีกต่อไป แต่เป็น “เงื่อนไขพื้นฐาน” ของการทำงานที่ทุกองค์กรต้องมีในอนาคต
ปัญหาเร่งด่วนในวันนี้ ก็คือ การพัฒนาแรงงานไทยให้สามารถปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในด้านต่างๆ (โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และ AI) พร้อมๆ กับการพัฒนาองค์กรต่างๆ ให้สอดรับกันด้วย (โดยเฉพาะองค์กรใหญ่ๆ ที่การประกอบกิจการมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง)
ปัจจุบัน ทักษะที่พึงประสงค์ตามนโยบายดังกล่าวนี้ จะเป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยต่างๆ สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้เลย เพราะมีอาจารย์ วิทยากรและบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนเป็นจำนวนไม่น้อย ประกอบกับ อว. ก็มีนโยบายเรื่อง CWIE ก่อนหน้านี้อยู่แล้ว
รวมตลอดถึงองค์กรเอกชนและสถาบันอิสระมากมาย ซึ่งสามารถทำให้การเรียนรู้จาก “ภาควิชาการ” สู่ “ภาคปฏิบัติการ” เกิดได้ภายในเวลาอันสั้น อันนำไปสู่การผลิต “บัณฑิต” และบุคลากรที่มีทักษะใหม่ๆ ดังกล่าวได้ไม่ยาก
ทั้งหมดทั้งปวงของบทความในวันนี้ ผมได้แนวความคิดจากบทความของ “คุณวารุณี มณีคำ แห่ง SPACEBAR” เป็นเบื้องต้น ที่จุดประกายให้ผมต่อยอดและขยายผลเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมต่อไป
วันนี้ การขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการขยับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่ว่าสำคัญและยากแล้ว ก็ยังไม่ยากเท่ากับการทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ทำให้สังคมเกิดการเรียนรู้และพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป ครับผม !





