วันพุธ ที่ 22 เมษายน 2569

Login
Login

แผนที่โลกใหม่ | Global Vision

แผนที่โลกใหม่ | Global Vision

ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญหลากวิกฤติ เช่น วิกฤติเศรษฐกิจ โรคระบาด สงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี รวมถึงสงครามจริงๆ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เหตุการณ์เดี่ยวๆ

หากเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องที่จะพาโลกเคลื่อนออกจากระเบียบเก่าสู่ระเบียบใหม่ที่กำลังก่อตัวแต่ยังไม่ตกผลึก

ก่อนวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 โลกอยู่ในสภาวะที่เรียกได้ว่า “ดีปานกลาง” (Great Moderation) คือ ยุคของกระแสโลกาภิวัตน์ ที่การค้าเสรีที่เบ่งบาน ราคาโภคภัณฑ์พุ่งสูง และผลตอบแทนการลงทุนที่ดี โมเดลเศรษฐมิติทำงานได้ดีเพราะข้อมูลย้อนหลัง 30-40 ปี มีลักษณะค่อนข้างสม่ำเสมอ การพยากรณ์จึงแม่นยำและเชื่อถือได้

แต่หลังวิกฤติสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Sub-prime) ในสหรัฐ ปี 2551 ได้เปลี่ยนโลกอย่างถาวร โดยโลกเข้าสู่สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า New Normal อันมีลักษณะสำคัญสี่ประการ

ได้แก่ (1) การเติบโตต่ำ เพราะหนี้ทั่วโลกที่สูงขึ้น (2) การค้าน้อยลง เพราะหันมาผลิตในประเทศมากขึ้น (3) โภคภัณฑ์ราคาถูก ผลจากสหรัฐใช้เทคโนโลยีขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแบบใหม่ (Shale Gas และ Shale Oil) จนราคาพลังงานโลกอ่อนตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ 

และ (4) ผลตอบแทนการลงทุนที่โตต่ำ ธนาคารกลางทั่วโลกทำ QE อัดฉีดสภาพคล่องขนานใหญ่ ทำให้คุณลักษณะของเศรษฐกิจยุคนี้อยู่ในกรอบ “Low Rate, Low Growth” แม้จะน่าเบื่อ แต่นักเศรษฐศาสตร์ก็ยังสามารถพอที่จะทำนายเศรษฐกิจได้

ทว่าหลังปี 2563 หลังจากเกิดวิกฤติโควิด-19 ที่ไม่ใช่แค่วิกฤติสาธารณสุข หากเป็นตัวเร่งให้โลกเข้าสู่สภาพที่ผู้เขียนเรียกว่า Super New Normal ซึ่งมีลักษณะสี่ประการ ได้แก่ (1) หนี้สาธารณะทั่วโลกพุ่งขึ้นกว่า 15% ของ GDP โดยเฉลี่ยจากมาตรการการเงินการคลังช่วงโควิด-19 ทำให้เครื่องมือนโยบายที่เคยใช้ได้ดีมีข้อจำกัดมากขึ้น 

(2) ห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปลี่ยนไป หลังจากที่ทั้งสหรัฐและพันธมิตรโดดเดี่ยวจีนมากขึ้น รวมถึงการที่จีนใช้โมเดล Zero Covid โดยที่พร้อมจะปิดเศรษฐกิจ (Full lockdown) เมื่อเกิดการระบาด โดยไม่สนว่าภาคการผลิตจะอยู่ได้หรือไม่ นำมาสู่กระแสที่ห่วงโซ่การผลิต ถอยหนีจากจีนมาสู่ประเทศอื่น ๆ ในลักษณะ Friendshoring หรือ reshoring มากขึ้น 

(3) นโยบายประชานิยมทำให้เศรษฐกิจผันผวนบ่อยและไม่ต่อเนื่อง เกิดวัฏจักรเศรษฐกิจแบบ Boom-Bust Cycle และ (4) การเปลี่ยนมหาอำนาจโลกจากสหรัฐ สู่จีนยังอยู่ในช่วง “ฝุ่นตลบ” ก่อนที่ระเบียบโลกใหม่จะตกผลึก ภาพเหล่านี้นำมาสู่ภาวะ VUCA หรือ ผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน และอึมครึม

ภาพเหล่านี้ ทำให้การคาดการณ์เศรษฐกิจทำได้ยาก เนื่องจากสถานการณ์อาจพลิกผันและออกได้หลายฉากมากขึ้น ดังนั้น เมื่อสถานการณ์กลางหรือ Base Case ไม่มั่นคง นักเศรษฐศาสตร์จึงต้องเปลี่ยนจากการคาดการณ์ เป็นการ “วิเคราะห์สถานการณ์หลายฉาก” (Scenario Analysis)

เช่น สถานการณ์ดีที่สุด (Best) สถานการณ์กลาง (Base) และสถานการณ์เลวร้าย (Worst) แล้วประเมินความน่าจะเป็นและผลกระทบแต่ละทาง

ภายใต้บริบทนี้ การกลับมาของทรัมป์ 2.0 ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนขั้วการเมืองภายในสหรัฐ แต่คือการที่สหรัฐกำลังปรับบทบาทตัวเองในเวทีโลกอย่างมีนัยสำคัญ ตามแนวคิดของ Ray Dalio ที่ว่าวัฏจักรการเปลี่ยนแปลงอำนาจของมหาอำนาจโลกมักเกิดขึ้นทุกๆ ประมาณ 75 ปี (±25 ปี) ปัจจุบันนับเป็นเวลาราว 80 ปีนับตั้งแต่สหรัฐก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่ง

ในปัจจุบัน แรงกดดันจากหนี้สาธารณะสูง ทำให้สหรัฐเริ่มลดบทบาทการเป็น “ตำรวจโลก” ในบางพื้นที่ และปล่อยให้มหาอำนาจภูมิภาคดูแลกันเอง เช่น ยุโรปปล่อยให้รัสเซียดูแล และเอเชียปล่อยให้จีนดูแล ยกเว้นทวีปอเมริกาที่ทรัมป์ต้องการจะมีอิทธิพลผ่านลัทธิ “Donroe Doctrine”

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ความต้องการในการจำกัดอิทธิพลของคู่แข่งอย่างจีนและรัสเซีย ทำให้ทรัมป์ค่อยๆ ใช้ยุทธศาสตร์การต่างประเทศของสหรัฐในการแทรกซึมและทำลายคู่แข่ง เริ่มตั้งแต่ ซีเรีย เวเนซุเอลา เรื่อยมาจนถึงอิหร่าน และอาจจะไปสู่รัสเซียและจีนในที่สุด

แต่การบุกอิหร่านอาจ “ผิดแผน” เพราะอาจคิดว่าไม่ยากและจะทำโมเดลเดียวกับเวเนซุเอลา คือ กำจัดผู้นำสูงสุด ทำให้รัฐบาลขาดหัว และนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบ (Regime Change) ที่เชื่อฟังสหรัฐ แต่อิหร่านยากกว่านั้น

เพราะหลังจากการสังหารท่านอาลี คาไมนาอิ อดีตผู้นำสูงสุด กองกำลังมากกว่า 30 กองของอิหร่านก็โจมตีไปยังฐานที่มั่นด้านเศรษฐกิจทั่วตะวันออกกลาง และปิดช่องแคบเฮอร์มุซ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และทำให้การจัดการอิหร่านไม่ง่ายอย่างที่ทรัมป์ตั้งใจ

ผู้เขียนมองว่า เป็นไปได้ที่วิกฤติครั้งนี้จะเป็นเหมือนกับ “วิกฤติคลองสุเอซ“ ในปี 2499 ที่อังกฤษไปทำสงครามกับอียิปต์โดยไม่บอกให้พันธมิตรอย่างสหรัฐรับทราบก่อน

และในที่สุดก็พ่ายแพ้เพราะอียิปต์มีรัสเซียหนุนหลัง ซึ่งทำให้บทบาทของอังกฤษในการเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกหมดสิ้นลง และสหรัฐก้าวขึ้นมาแทนที่ ซึ่ง "วิกฤติช่องแคบเฮอร์มุซ” ในครั้งนี้อาจกำลังสั่นคลอนอำนาจสหรัฐในภูมิภาคนี้เช่นกัน โดยมีจีนและรัสเซียอยู่เบื้องหลัง

ในหนังสือ A Map of the New Normal ของ Jeff Rubin ซึ่งเขียนขึ้นหลังวิกฤติสงครามรัสเซีย-ยูเครนปี 2565-2566 กลับกลายเป็นว่าตอบโจทย์วิกฤติในปัจจุบันได้อย่างดี 

Rubin นำเสนอแผนที่เดินทางของโลกผ่านห่วงโซ่ของวิกฤติ โดยมองว่า การที่ธนาคารกลางทั่วโลกอัดฉีดสภาพคล่องผ่านมาตรการ QE ประกอบกับห่วงโซ่อุปทานที่เปลี่ยนไปจากกระแส Reshoring วิกฤติพลังงาน รวมถึงการถดถอยของเงินดอลลาร์

จะทำให้สถานะของสหรัฐในฐานะมหาอำนาจโลกถดถอยลง ขณะที่จีนที่ผงาดขึ้น ซึ่งจะนำมาสู่วิกฤติครั้งต่อไปที่ใหญ่ที่สุด นั่นคือ สงครามไต้หวัน 

และเมื่อเกิดสงครามขึ้น ผลกระทบที่สำคัญที่สุดคือจะทำให้ห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์ที่กระจุกตัวอยู่ในไต้หวันมีปัญหา ซึ่งจะรุนแรงกว่าสงครามยูเครนหลายเท่า

นอกจากนั้น Rubin มองว่าในยุคต่อไป Resource Nationalism หรือ “ชาตินิยมด้านทรัพยากร” จะกลายเป็นกุญแจสำคัญของโลกใหม่ที่ของแพงและทรัพยากรหายากมากขึ้น ดังนั้น ประเทศที่มีทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็น อาหาร พลังงาน หรือแร่ธาตุสำคัญ จะมีอำนาจต่อรองสูงขึ้นในอนาคต

แม้จะหดหู่ แต่ประวัติศาสตร์บอกเราเสมอว่าวิกฤติทุกครั้งเป็นทั้งผู้ทำลายและผู้สร้างใหม่พร้อมกัน วิกฤติโควิด-19 ทำลายห้างค้าปลีก การท่องเที่ยวแบบดั้งเดิมและสายการบิน แต่สร้าง E-commerce, Telemedicine และ Cloud Infrastructure ที่เติบโตเร็วกว่าปกติ 5-10 ปี

หรือแม้กระทั่งกระแส “Deglobalization” ที่นำไปสู่ภาวะ “Reshoring” ที่ใกล้บ้านมากขึ้นและยืดหยุ่นมากขึ้น แม้จะแพงขึ้นด้วย

คำถามจึงไม่ใช่ว่าวิกฤติต่อไปจะมาถึงหรือไม่ แต่คือเราจะอยู่ฝั่งไหน ระหว่างผู้ที่ถูกทำลาย กับผู้ที่ปรับตัวหาช่องทางใหม่เพื่ออยู่รอดและรุ่งเรือง

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่