การจัดทำงบการเงิน - พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543 บัญญัติให้ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย
กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากรต้องจัดทำบัญชีสำหรับการประกอบธุรกิจของตน
โดยห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนตามกฎหมายไทย นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นงบการเงินต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่ภายในห้าเดือนนับแต่วันปิดบัญชี
ส่วนบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยต้องยื่นงบการเงินภายในหนึ่งเดือนนับแต่งบการเงินนั้นได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่
ทั้งนี้ งบการเงินดังกล่าวต้องได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ยกเว้นงบการเงินของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนตามกฎหมายไทยที่มีทุน สินทรัพย์ รายได้ไม่เกินที่กำหนดในกฎกระทรวง
นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะหุ้นส่วนบริษัท บัญญัติให้บริษัทจำกัดต้องจัดทำบัญชีและงบดุลอย่างน้อยหนึ่งครั้งทุกรอบปีบัญชี โดยต้องจัดให้มีผู้สอบบัญชีตรวจสอบแล้วเสนอให้ที่ประชุมใหญ่อนุมัติภายในสี่เดือนนับแต่วันที่ลงในงบดุลนั้น
ส่วนบริษัทมหาชนจำกัดต้องจัดทำงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนอย่างน้อยหนึ่งครั้งในรอบปีบัญชี และต้องจัดให้มีผู้สอบบัญชีตรวจสอบงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนนั้นและเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปีพิจารณาอนุมัติ
สำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่เรียกว่า บริษัทจดทะเบียน ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ต้องจัดทำงบการเงินเป็นรายไตรมาส และจัดให้มีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตที่ได้รับความเห็นชอบจากตลาดหลักทรัพย์สอบทานและส่งงบการเงินต่อตลาดหลักทรัพย์ตามเวลาที่กำหนด
๐ ทำไมจึงต้องกำหนดให้มีผู้สอบบัญชี ตรวจสอบงบการเงิน
เนื่องจากการจัดทำงบการเงินเป็นการดำเนินการของผู้ประกอบธุรกิจเอง จึงจำเป็นต้องกำหนดให้ผู้สอบบัญชีที่เป็นบุคคลที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้ประกอบธุรกิจ ที่ถือได้ว่าเป็นคนกลาง และเป็นผู้มีความรู้ในการสอบบัญชี ตรวจสอบสอบทานงบการเงินว่าเป็นงบการเงินที่จัดทำโดยถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชีที่รับรองกันทั่วไป
เพื่อให้เกิดความมั่นใจแก่ผู้ที่ต้องการทำธุรกรรมกับหรือจะลงทุนกับผู้ประกอบธุรกิจนั้น มั่นใจได้ว่าเป็นงบการเงินที่แสดงผลการดำเนินการและทรัพย์สินของบริษัทที่เชื่อถือได้
มีคดีที่พิพาทกันเรื่องภาษีคดีหนึ่ง มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการซื้อหุ้นที่ศาลฎีกาใช้ในการพิจารณาวินิจฉัยคดี ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ตอนหนึ่งว่า รายการซื้อหุ้นที่โจทก์บันทึกไว้ตามงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีลงลายมือชื่อรับรองไว้ เพียงพอที่จะฟังยุติในอันที่จะวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทได้แล้ว
โดยไม่จำเป็นต้องให้พยานบุคคลมาเบิกความประกอบเอกสารดังกล่าวอีก(คำพิพากษาศาลฎีกาที่8083/2548) ซึ่งแสดงให้เห็นว่างบการเงินที่ผ่านการสอบทานและลงนามรับรองโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ศาลก็ถือว่าน่าเชื่อถือ
๐ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ.2547 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับผู้สอบบัญชี ไว้ดังนี้
มาตรา 37 ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีการสอบบัญชี หรือให้เอกสารใดต้องมีผู้สอบบัญชีลงลายมือชื่อรับรองหรือแสดงความเห็น ห้ามมิให้ผู้ใดลงลายมือชื่อรับรองการสอบบัญชี รับรองเอกสาร หรือแสดงความเห็นในฐานะผู้สอบบัญชี เว้นแต่เป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต หรือเป็นการกระทำในอำนาจหน้าที่ทางราชการ
มาตรา 38 ผู้ใดจะเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตต้องได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี การขอรับใบอนุญาต การอนุญาตและการออกใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
มาตรา 39 ผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(1) เป็นสมาชิกสามัญของสภาวิชาชีพบัญชีหรือสมาชิกวิสามัญตามมาตรา 14 วรรคสอง ....
(2) ผ่านการทดสอบหรือฝึกอบรมหรือฝึกงาน หรือเคยปฏิบัติงานเกี่ยวกับวิชาชีพบัญชีมาแล้ว ตามที่กำหนดในข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
(3) ไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเนื่องจากกระทำความผิดตามมาตรา 269 มาตรา 323 หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์....เว้นแต่ต้องคำพิพากษาหรือพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีวันขอรับใบอนุญาต
(4) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
(5) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดในข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี
๐ ปัญหาการปลอมแปลงลายมือชื่อผู้สอบบัญชีที่รับรองงบการเงิน
มีผู้โพสต์ข้อความลงใน FB เปิดเผยพฤติการณ์ ที่น่าเชื่อว่ามีการปลอมแปลงลายมือชื่อผู้สอบบัญชีในงบการเงินของผู้ประกอบธุรกิจ เฉพาะของผู้สอบบัญชีรายเดียวไม่น้อยกว่า 66 งบการเงิน ซึ่งมีความเห็นด้วยว่าไม่ใช่เรื่องเล็ก และก็มีผู้แสดงความเห็นว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสภาวิชาชีพบัญชีต้องช่วยกันหาต้นตอของปัญหานี้และช่วยกันแก้ไข ไม่ใช่เรื่องเล็กแล้ว
การปลอมแปลงลายมือชื่อผู้สอบบัญชีในงบการเงินมีผลกระทบเสียหาย ต่อผู้ที่จะติดต่อทำธุรกรรมกับผู้ประกอบการ หรือจะลงทุนกับผู้ประกอบนั้นให้เข้าใจโดยหลงผิดต่อผลการดำเนินการ หรือสถานะทางการเงินของผู้ประกอบกิจการนั้น และมีผลเสียหายต่อผู้สอบบัญชีที่ถูกปลอมลายมือชื่อด้วย
ในอดีตเคยมีปัญหาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตรายหนึ่ง ลงลายมือชื่อรับรองในงบการเงินของผู้ประกอบการแต่ละปีเป็นจำนวนมาก บางรายมากเกือบ 200 งบ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้วเชื่อว่าผู้สอบบัญชีที่ลงลายมือชื่อดังกล่าวไม่มีเวลาสอบทานงบการเงินได้จริง
น่าจะเป็นการลงลายมือชื่อในงบการเงินโดยไม่มีการตรวจสอบสอบทานจริง ทำให้งบการเงินนั้นไม่น่าเชื่อถือ ต่อมากรมพัฒนาธุรกิจการค้าก็ได้พิจารณากำหนดมาตรการป้องกันแก้ไข โดยกำหนดเกณฑ์ที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตจะลงนามรับรองงบการเงินในแต่ละปีได้กี่งบ
สำหรับปัญหาเรื่องปลอมลายมือชื่อผู้สอบบัญชีรับอนุญาตในงบการเงินนั้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีประสบการณ์จากการกำหนดมาตรการในการป้องกันการปลอมลายมือชื่อในการจดทะเบียนนิติบุคคลมาแล้ว ก็อาจใช้ประสบการณ์นั้นมาปรับใช้เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันการปลอมแปลงลายมือชื่อผู้สอบบัญชีในงบการเงินในประการที่จะไม่ให้เกิดภาระแก่ผู้เกี่ยวข้องเกินความจำเป็นได้ไม่ยาก





