“เรามาถึงตรงนี้ได้อย่างไร...” เป็นประโยคที่ทรงพลังเพราะทำให้เราต้องสะท้อนคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงจากอดีตถึงปัจจุบัน ทำให้ความคิดของเราเกี่ยวกับชีวิตชัดคมขึ้น ทำให้คุณค่านำทางชีวิต (values) ของเราชัดเจนขึ้น
และประการสำคัญทำให้เราสามารถป้องกัน ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้ เพราะเรามองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นอย่างแจ่มชัดขึ้น
ในการสะท้อนคิดประโยคนี้ เราอาจเห็นหนี้ครัวเรือนของสังคมไทยที่คืบคลานสูงขึ้น น่ากลัว การบริโภคความหวานและน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของคนไทยอย่างน่าหวาดหวั่นต่อสุขภาพ การใช้ภาษาสื่อสารที่หยาบคายขึ้น คอร์รัปชันที่เบ่งบานทุกหัวระแหง ราคาสินค้าบริการที่ค่อยสูงขึ้นในขณะที่รายได้โตช้ากว่า ประสิทธิภาพของพนักงานภาคราชการที่ลดต่ำลงมานาน ฯลฯ
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ โดยคนจำนวนมากไม่รู้สึกผิดสังเกตเพราะมันเป็นการเปลี่ยนแปลงทีละน้อย ๆ ต่อเมื่อมันสะสมจนเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นแล้วก็จะเกิดผลเสียอย่างยิ่ง ปรากฏการณ์ทั้งหลายนี้มีลักษณะร่วมกันอยู่ประการหนึ่งนั่นก็คือ
Creeping Normality หรือ CN ซึ่งหมายถึง สถานการณ์ซึ่งการเปลี่ยนแปลงด้านลบขนาดใหญ่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ทีละขั้นจนคนไม่สังเกตเห็นและไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างทันเวลา กว่าจะตระหนักมันก็กลายเป็นสิ่งรุนแรงหรือแก้ไขกลับมาไม่ได้แล้ว
CN เป็นวลีที่ Jared Diamond ผู้เขียนหนังสือดังชื่อ Collapse: How Societies Choose to Fail or Succeed (2005) ใช้ในการอธิบายว่าเหตุใดความเลวร้ายของสิ่งแวดล้อมจึงเกิดขึ้นในโลก โดยที่แต่ละชั่วคนมองเห็นว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องปกติ
คำอธิบายนี้สอดคล้องกับเรื่องเล่า “กบในน้ำเดือด” ที่ว่ากบตายในน้ำเดือดโดยไม่โดดออกมาตั้งแต่น้ำเริ่มร้อนเพราะมันร้อนทีละน้อยและกว่าจะรู้ตัวก็โดดออกมาไม่ได้แล้ว
อย่างไรก็ดีเป็นที่น่าเสียใจว่ามันไม่เป็นเรื่องจริง มีการพิสูจน์โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ชื่อ Fried rich Goltz ตั้งแต่ปี 2412 เขาพบว่ากบโดดออกมาจากหม้อตั้งแต่น้ำเริ่มร้อนแล้ว แต่ผู้คนก็ยังเล่าเรื่องกบอย่างเดิมอยู่
จนกระทั่งในปี 2538 Douglas Melton ศาสตราจารย์ขี้รำคาญแห่ง Harvard พิสูจน์อย่างชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องจริงเพราะ “กบโดดออกมาจากหม้อเมื่อน้ำร้อนขึ้น มันไม่นั่งอยู่เพื่อเอาใจมนุษย์ และถ้าโยนกบลงไปในหม้อน้ำเดือด มันไม่โดดออกมาแน่นอนเพราะมันตายแล้ว” เอาละ ถึงมันไม่จริงมันก็เป็นตัวอย่างที่ดีของ CN
คำถามสำคัญในเรื่อง CN ก็คือ เหตุใดมนุษย์ผู้แสนฉลาดจึงยอมให้มันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา “ตาบอด” จนมองไม่เห็นได้อย่างไร? จะตอบคำถามนี้ได้ต้องพิจารณาคุณลักษณะสำคัญของการเกิดขึ้นดังนี้ (1) เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ โดยเปลี่ยนแปลงทีละน้อย ไม่มีช็อกขึ้นมาให้เห็น มันเกิดขึ้นทีละขั้นตอนเล็ก ๆ
(2) มีการปรับตัวในแต่ละขั้นตอน โดยผู้คนปรับตัวอย่างต่อเนื่องคิดว่า “ตอนนี้มันก็โอเคอยู่นะ” (3) ระหว่างการเปลี่ยนแปลงขาดจุดอ้างอิง โดยผู้คนลืมว่าอะไรที่เคยเป็น “สิ่งปกติ” (normal) (4) มีปฏิกิริยาต่อการเปลี่ยนแปลงที่ช้าไม่ทันต่อเวลา
บางตัวอย่างในชีวิตประจำวันที่ได้เห็นกันแล้วว่าได้เกิด CN ขึ้น มีดังนี้ (1) วิกฤติสภาวะอากาศ โดยอุณหภูมิโลกสูงขึ้นทีละน้อยในแต่ละปี แต่ในระยะยาวแล้วมีผลกระทบมหาศาลต่อโลก (2) ค่าครองชีพไทยที่สูงขึ้นทีละน้อยท่ามกลาง “รสนิยมใช้จ่ายเงินเกินตัว” ร่วมกันทำให้หนี้ครัวเรือนสูงขึ้น
(3) เสรีภาพของประชาชนถูกเซาะกร่อนไปทีละน้อย มีการควบคุมหรือเซนเซอร์มากขึ้นโดยไม่รู้สึกตัว (4) น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นทีละน้อย ป่วยไข้มากขึ้นแต่เพิกเฉยจนถึงขั้นรุนแรง (5) ใช้เวลาในแต่ละวันไปกับจอมือถือมากขึ้นจนเป็นยาเสพติดโดยเห็นว่าเป็นเรื่อง “ปกติ”
คำอธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมจึงมองไม่เห็น CN ก็คือ (1) มนุษย์เอนเอียงไปทางชอบ “สถานะที่เป็นอยู่” ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงที่กระทบชีวิตจึงทึกทักว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ดังนั้นในแต่ละขั้นตอนจึงยอมรับได้ว่ามันไม่เลวไปเสียทีเดียว (2) มนุษย์ไม่สามารถติดตามและมองเห็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงข้ามระยะเวลาได้ดี (3) มนุษย์ปรับตัวได้ดีพอควรกับสถานการณ์ใหม่
นักจิตวิทยาอธิบายสาเหตุที่ทำให้มองไม่เห็น CN ว่าเกิดจากการเชื่อมโยงของ CN เข้ากับสิ่งที่เรียกว่า Cognitive Dissonance (CD) กล่าวคือ CD คือภาวะที่คนเรารู้สึกไม่สบายใจเมื่อความเชื่อ ความคิด และพฤติกรรมของเรามันขัดกันเอง
เช่น ในเรื่องสูบบุหรี่ เชื่อว่า “บุหรี่ไม่ดีต่อสุขภาพ” แต่พฤติกรรมก็คือ “ยังสูบอยู่” จึงทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ (dissonance) แต่มนุษย์แทนที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมซึ่งเป็นสิ่งที่ยาก จึงมัก “ปรับความคิด” แทน เพื่อลดความไม่สบายใจโดยคิดว่า “สูบนิดเดียวไม่เป็นไร”
เมื่อมนุษย์สังเกตเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เช่น เศรษฐกิจมีปัญหา ข้าวของแพง มีการว่างงาน ผลิตภาพของแรงงานในการผลิต (productivity) ลดลง โดยเกิด CN ขึ้น CD ก็ร่วมทำงานโดยแทนที่จะมองเห็นว่าเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขทันที
แต่กลับคิดไปว่า “ของแพงขึ้นทั่วโลก” “คนประเทศอื่นก็เข้าลักษณะนี้เหมือนกัน” “เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง” เพื่อลดความไม่สบายใจจนรู้สึกว่าไม่มีปัญหาใหญ่เกิดขึ้น
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือ CN ดำเนินต่อไป พูดได้อีกอย่างหนึ่งว่า CD คือกลไกที่ทำให้ CN ดำเนินต่อไปโดยไม่รู้สึกต่อต้าน และยอมรับอย่างต่อเนื่อง เกิดเป็น new normal โดยมองไม่เห็น normal เก่าที่มีอยู่ในอดีต CN เป็นเรื่องน่ากลัวเพราะทำให้เรา “ตาบอด” มองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอันนำไปสู่ปัญหาใหญ่ในอนาคต
ในเรื่องชีวิตหากเรา “คบคนพาล” ก็จะมองเห็น “ความชั่ว” เป็นเรื่องที่ร้ายแรงน้อยลงเป็นลำดับ ยอมรับเอาบางลักษณะของ “ความชั่ว” มาเป็นคุณค่านำทางชีวิต และอภัยให้ “ความชั่ว” มากขึ้น เมื่อหนทางแห่งความเสื่อมเริ่มขึ้นแล้วจุดจบจะเป็นอย่างไร ไม่ต้องตามดูกันแบบซีรีส์ก็พอคาดเดาได้
การป้องกัน CN ที่ได้ผลก็คือ การพิจารณาแนวโน้มข้ามระยะเวลา มี “เส้นแดง” ที่จะไม่ก้าวข้ามเด็ดขาด กล่าวคือมีระดับที่ยอมรับไม่ได้ไว้ก่อนหน้า มีจุดอ้างอิงกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตหรือกับสังคมอื่นไว้เทียบเคียง และที่สำคัญหมั่นสะท้อนคิดสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอครับ





