วันอังคาร ที่ 21 เมษายน 2569

Login
Login

การปรับตัวของโซ่อุปทานในสภาพแวดล้อมใหม่ของโลก

การปรับตัวของโซ่อุปทานในสภาพแวดล้อมใหม่ของโลก

การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันมีความท้าทายมากขึ้นกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และภัยพิบัติทั้งที่เกิดโดยธรรมชาติและมนุษย์สร้างขึ้น

รวมไปถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เรียกว่า VUCA ซึ่งเต็มไปด้วยความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือ โดยที่อุปสงค์ของลูกค้าเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและยากต่อการคาดการณ์ สินค้าส่วนใหญ่มีวงจรชีวิตที่สั้นลง

ในขณะที่ความล้ำสมัยของเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดข้อมูลขนาดใหญ่ที่ยากต่อการตัดสินใจให้ถูกต้องแม่นยำ ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ส่งผลให้เกิดความเปราะบางในโซ่อุปทาน (Supply Chain Vulnerability) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเกิดการหยุดชะงักของโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) ที่กระบวนการผลิตและการจัดส่งสินค้าถูกขัดจังหวะ

จนเป็นเหตุให้ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ตามปกติ อันเป็นการสร้างผลกระทบต่อความพึงพอใจของลูกค้าและภาพรวมทางการเงินของบริษัทในที่สุด

ที่ผ่านมาโลกต้องเผชิญกับการหยุดชะงักของโซ่อุปทานในหลายรูปแบบทั้งวิกฤติทางการเงินในปี 2550 สึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นและวิกฤติอุทกภัยของประเทศไทยในปี 2554 การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 และล่าสุดคือ การปิดช่องแคบฮอร์มุซจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่าน ที่การขนส่งลำเลียงน้ำมันและก๊าซหยุดชะงัก จนทำให้ราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก 

McKinsey Global Institute คาดการณ์ว่าโดยเฉลี่ยแล้วบริษัทอาจจะต้องประสบกับการหยุดชะงักของโซ่อุปทานครั้งใหญ่ที่กินเวลาอย่างน้อย 1 เดือน ทุกๆ 3.7 ปี และการหยุดชะงักของโซ่อุปทานทําให้ธุรกิจต้องสูญเสียกําไรต่อปีไปตลอดช่วง 10 ปี เฉลี่ย 45%

ด้วยเหตุนี้ การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจได้เปลี่ยนจากการสร้างประสิทธิภาพในเชิงต้นทุน ที่บริษัทมักใช้ซัพพลายเออร์จากประเทศที่มีต้นทุนวัตถุดิบต่ำและผลิตในประเทศที่แรงงานมีทักษะและราคาถูก ไปให้ความสำคัญต่อการรับมือกับการหยุดชะงักของโซ่อุปทาน 

ดังจะเห็นได้จากความพยายามที่จะย้ายฐานการผลิตจากประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำแต่อยู่ห่างไกล (Offshore) กลับมาที่ประเทศตนเองหรือในภูมิภาคใกล้เคียงกับตลาดหลักหรือสำนักงานใหญ่ (Nearshore) เพื่อลดความเสี่ยงที่โซ่อุปทานจะหยุดชะงัก

ผลการสำรวจผู้อ่านเว็บไซต์ Logistics Management ที่จัดทำโดย Peerless Research Group (PRG) ในปี 2565 หลังการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 พบว่า 59% ของผู้ถูกสำรวจได้ตัดสินใจที่จะนำการผลิตกลับมาในพื้นที่ใกล้เคียง

ความยั่งยืน (Sustainability) เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ภาคธุรกิจทั่วโลกกำลังให้ความใส่ใจ โดยประเทศคู่ค้าต่างๆ เริ่มเข้มงวดด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของสินค้าและบริการที่ได้รับ เช่น กรณี CBAM ซึ่งเป็นมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนที่สหภาพยุโรปกำหนดขึ้น เพื่อเก็บค่าธรรมเนียมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตจากผู้นำเข้าสินค้า

ดังนั้น การสร้างระบบนิเวศและยกระดับผู้ประกอบการไทยเพื่อสร้างโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น (Resilience) ให้สามารถตอบสนอง ปรับตัว และฟื้นตัวจากการหยุดชะงักเพื่อกลับไปสู่สภาวะเดิมหรือสภาวะใหม่ที่เสถียรได้อย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมตลอดโซ่อุปทาน 

จึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้ภายใต้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจใหม่ของโลก รวมทั้งยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ด้านความพร้อมและความน่าเชื่อถือในเวทีการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่าโซ่อุปทานจะยังคงสามารถดำเนินการต่อเนื่องไปได้แม้จะเจอกับอุปสรรคในโซ่อุปทานก็ตาม

โลกของธุรกิจวันนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การสร้างประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตและระบบโลจิสติกส์เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการที่ทั้งโซ่อุปทานจะต้องรอดจากวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่ถาโถมมาในหลากหลายรูปแบบ และดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งไม่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม 

โดยเปลี่ยนแนวทางการจัดการจากมาตรการเชิงรับ ที่เน้นการแก้ไขด้วย “การช่วยเหลือ” และ “การเยียวยา” หลังเกิดเหตุ ไปเป็นมาตรการเชิงรุก ที่ให้ความสำคัญกับการวางแผนล่วงหน้าและการรับมือ โดยมุ่งพัฒนาด้านเทคโนโลยี การจัดการองค์ความรู้ การเรียนรู้และการตื่นรู้ของสังคม ที่ยกระดับจาก “การฟื้นฟู” ไปสู่ “การเตรียมพร้อมเชิงยุทธศาสตร์” 

ด้วยการมีระบบเตือนภัยที่แม่นยำ การบูรณาการข้อมูลภัยพิบัติกับการวางแผนอุตสาหกรรม การจัดทำแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan) การสนับสนุนมาตรการจูงใจให้เอกชนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อภัยพิบัติ การใช้ข้อมูล Big Data/Early Warning ช่วยตัดสินใจด้านโลจิสติกส์ การบูรณาการการบริหารจัดการภัยพิบัติเข้ากับนโยบายเศรษฐกิจและการค้า 

และการกระจายความเสี่ยงของโซ่อุปทาน โดยขยายเส้นทางการขนส่ง เพิ่มจำนวนซัพพลายเออร์ และกระจายคลังสินค้าไปหลายพื้นที่ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการหยุดชะงักของโซ่อุปทาน ไปจนถึงการลดระดับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตและผลกระทบทางเศรษฐกิจให้เหลือน้อยที่สุดได้

ยังไม่สายที่ประเทศไทยจะหันมาให้ความสำคัญกับการกำหนดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและการค้าของประเทศ ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงเชิงโครงสร้างเพื่อทำให้ประเทศไทยเป็นสมาชิกของโซ่อุปทานโลกที่มีจุดเด่นด้านความยืดหยุ่นและความยั่งยืน (Resilient and Sustainable Supply Chain) ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) 

อันจะส่งผลดีต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว รองรับกับบริบทใหม่ของเศรษฐกิจและการค้าโลกที่เต็มไปด้วยความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์และภัยพิบัติ