เช้าวันที่ 27 มีนาคม 2026 นักพัฒนาซอฟต์แวร์คนหนึ่งค้นพบสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เอกสารภายในของบริษัท Anthropic (ผู้ให้บริการโมเดล Claude) กว่า 3,000 รายการ รวมถึงร่างบล็อกโพสต์และสินทรัพย์ดิจิทัลที่ยังไม่เผยแพร่ กลับถูกเข้าถึงได้แบบสาธารณะผ่านฐานข้อมูลที่ไม่ได้เข้ารหัส เหตุเกิดจากข้อผิดพลาดในการตั้งค่าระบบจัดการเนื้อหาของบริษัทเอง ไม่ใช่การแฮ็ก
ในเอกสารที่รั่วออกมานั้นกล่าวถึงโมเดล AI ลับที่ชื่อว่า Mythos ที่ระบุว่าคือ “โมเดล AI ที่ทรงพลังที่สุดที่เราเคยพัฒนา” และยังเปิดเผยชื่อ tier ใหม่ของโมเดลที่เรียกว่า “Capybara” ซึ่งใหญ่และฉลาดกว่า Claude Opus ที่ถือว่าเป็นตัวเก่งสุดในเวลานี้
หลังจากข้อมูลรั่วไหล Anthropic ก็ยืนยันอย่างเป็นทางการว่ากำลังพัฒนาโมเดลดังกล่าวจริง โดยระบุว่า Mythos นั้น “ทรงพลังเกินกว่าจะปล่อยสู่สาธารณะได้อย่างปลอดภัย” นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์วงการ AI ที่บริษัทชั้นนำเผยแพร่ระบบของโมเดลโดยไม่ยอมปล่อยตัวโมเดลให้ใช้งานทั่วไป
สิ่งที่ทำให้ Mythos ต่างจากโมเดล AI อื่นๆ คือ “ความสามารถด้านการอ่าน–แก้ไขโค้ดและการทำงานแบบเอเจนต์” ที่ทำให้โมเดลสามารถค้นหา–ทำซ้ำ–เชื่อมช่องโหว่ที่พัฒนาตัวเองได้แบบก้าวกระโดด ในระดับที่ใกล้เคียงหรือเหนือมนุษย์ส่วนใหญ่ และลด “ต้นทุน/ทักษะ” ที่จำเป็นสำหรับงานเจาะระบบความปลอดภัยไซเบอร์ลงอย่างมาก
ทั้งนี้ มีตัวอย่างที่ Mythos สามารถเขียนโค้ดที่ใช้โจมตีช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ (Exploit) สำหรับเว็บเบราว์เซอร์ Firefox ได้สำเร็จประมาณ 72.4% ของการทดลอง ขณะที่โมเดลรุ่นก่อนอย่าง Claude Opus 4.6 ทำได้สำเร็จเพียงไม่ถึง 1% และในบางรายงานระบุว่า Opus 4.6 เขียน Exploit สำเร็จเพียง 2 ครั้ง เทียบกับ 181 ครั้งของ Mythos จากการลองหลายร้อยครั้ง
Mythos ยังถูกใช้ค้นพบช่องโหว่ Zero-day หรือจุดอ่อนที่ไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน เช่น ช่องโหว่ในระบบปฏิบัติการ OpenBSD ที่ใช้งานมา 27 ปี และช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ FFmpeg สำหรับประมวลผลไฟล์มัลติมีเดียที่ใช้งานมา 16 ปี ซึ่งผ่านการทดสอบอัตโนมัติมาแล้วกว่า 5 ล้านครั้ง แต่เพิ่งถูกตรวจจับได้ด้วยโมเดลนี้
ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2026 บริษัท Anthropic ได้ประกาศเปิดตัว Claude Mythos Preview พร้อมโครงการที่ชื่อว่า Project Glasswing โดยเน้นงาน “การป้องกันความมั่นคงไซเบอร์” (Defensive Cybersecurity) และการเสริมความมั่นคงของซอฟต์แวร์โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ แทนการเปิดให้สาธารณชนเข้าถึงเหมือนโมเดลทั่วไป
โดยเปิดให้เฉพาะพันธมิตรกว่า 12 ราย เช่น Amazon Web Services, Apple, Google, Microsoft, Cisco, NVIDIA, CrowdStrike, JPMorgan Chase, Linux Foundation และ Palo Alto Networks และยังขยายการเข้าถึง Claude Mythos Preview ให้กับองค์กรเพิ่มเติมกว่า 40 แห่ง ที่ดูแลซอฟต์แวร์โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เพื่อใช้สแกนและอุดช่องโหว่ทั้งในระบบของตนเองและโอเพนซอร์ส โดย Anthropic ให้คำมั่นสนับสนุนเครดิตการใช้งานมูลค่าสูงสุด 100 ล้านดอลลาร์ และเงินบริจาคอีกประมาณ 4 ล้านดอลลาร์ สำหรับองค์กรด้านความปลอดภัยโอเพนซอร์ส พร้อมเน้นการใช้โมเดลในกรอบการเปิดเผยช่องโหว่อย่างมีการประสานงานและในบริบทการป้องกันเป็นหลัก
แต่ก็มีสัญญาณความกังวลของผู้นำประเทศ หน่วยงานกำกับและซีอีโอบริษัทใหญ่ทั่วโลกให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในภาคการเงินที่ระบบหลักจำนวนมากยังพึ่งพาเทคโนโลยีเก่าปะปนกับระบบสมัยใหม่ ทำให้มีช่องโหว่แฝงอยู่มาก ซึ่งโมเดลอย่าง Mythos สามารถตรวจพบและใช้ประโยชน์ได้ในระดับที่เกินกว่าที่ระบบรักษาความปลอดภัยปัจจุบันออกแบบมา
รายงานจากสหรัฐฯ ระบุว่า รัฐมนตรีคลัง Scott Bessent และประธานธนาคารกลาง Jerome Powell จัดประชุมเร่งด่วนกับซีอีโอจากธนาคารรายใหญ่หลายแห่งที่กรุงวอชิงตัน เพื่อหารือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ หากโมเดล AI ใหม่อย่าง Claude Mythos ถูกนำมาใช้ในระบบสำคัญของสถาบันการเงิน และที่ประเทศแคนาดาผู้บริหารจากธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศและหน่วยงานกำกับดูแลระดับสูงก็ได้หารือร่วมกันถึงผลกระทบด้านความมั่นคงไซเบอร์จาก Mythos เช่นกัน
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงไซเบอร์ในยุโรปเตือนว่าการที่โมเดล AI ที่ทรงพลังแบบนี้อยู่ในมือบริษัทสัญชาติอเมริกันเป็นหลัก อาจกลายเป็นทั้งความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและด้านอธิปไตยทางดิจิทัลของยุโรป หากภูมิภาคนี้ไม่เร่งสร้างขีดความสามารถของตนเอง
แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่าคือ Mythos เป็นเพียงก้าวแรก ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าโมเดล AI ที่มีความสามารถเทียบเท่า Mythos อาจจะปรากฏในโมเดลโอเพนซอร์สที่ให้คนทั่วไปใช้ได้ภายในปลายปี 2026 ซึ่งจะ “ลดต้นทุนและระดับทักษะในการค้นหาช่องโหว่ได้เร็วกว่าที่องค์กรจะแก้ไขทัน” พูดง่ายๆ คือโลกของความมั่นคงทางไซเบอร์กำลังเข้าสู่ยุคที่ช่องว่างระหว่างการค้นพบช่องโหว่และการนำไปใช้โจมตีแทบจะไม่เหลืออยู่อีกต่อไป
แม้ประเทศไทยอาจจะไม่ใช่เป้าหมายหลักของการโจมตีทางไซเบอร์ด้วยโมเดล AI เหล่านี้ แต่ทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ระบบธนาคารไทย ระบบภาษี ระบบสาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลดิจิทัลล้วนใช้ซอฟต์แวร์เดียวกัน ระบบปฏิบัติการเดียวกัน และเว็บเบราว์เซอร์เดียวกับที่โมเดล AI อย่าง Mythos สามารถหาช่องโหว่ได้ง่ายขึ้น
Mythos อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในวงการ AI ไม่ใช่เพราะมันฉลาดที่สุด แต่เพราะมันเปิดเผยความจริงที่หลายคนพยายามหลีกเลี่ยงการพูดถึงว่า AI ทรงพลังพอที่จะก่อให้เกิดความเสียหายระดับระบบแล้ว คำถามที่โลกกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ว่า AI จะเปลี่ยนแปลงงานอะไรได้บ้าง แต่คือใครจะเป็นคนควบคุม AI ที่ทรงพลังนี้ และโลกที่เหลือจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจนั้นได้อย่างไร รวมถึงประเทศผู้ใช้อย่างเราที่หากไม่มีมาตรการควบคุมที่ดีพอ เราก็คงเป็นแค่ผู้รับผลกระทบที่ไม่มีเสียงในเรื่องนี้ตลอดไป





