วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน 2569

Login
Login

AI กับบทบาทตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานแห่งอนาคตและการสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสภาพภูมิอากาศ

AI กับบทบาทตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานแห่งอนาคตและการสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสภาพภูมิอากาศ

โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานครั้งสำคัญ เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากเหตุการณ์ล่าสุดในตะวันออกกลาง

ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และเริ่มมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในหลากหลายอุตสาหกรรม

คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า เทคโนโลยี AI จะสามารถเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้จริงหรือไม่ หรือในทางกลับกันจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของโลก

ผลการศึกษาจากรายงาน AI's dual promise: Enabling positive climate outcomes and powering the energy transition ของเคพีเอ็มจี ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของผู้นำในอุตสาหกรรมพลังงานกว่า 1,200 คนจากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก

ครอบคลุมทั้งผู้ผลิตพลังงานและผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ เช่น ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์และบริษัทเทคโนโลยี สะท้อนว่า “ประโยชน์ของ AI ต่อการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศมีมากกว่าผลเสียที่เกิดขึ้นจากการใช้งาน AI” 

แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่ในภาพรวม AI มีศักยภาพที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และเร่งการพัฒนานวัตกรรมพลังงานสะอาดได้อย่างมีนัยสำคัญ

4 บทบาทสำคัญของ AI ต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ

ในมุมมองของผู้เขียน AI กำลังทำหน้าที่เป็น“พลังขับเคลื่อนสองมิติ” ที่ทั้งสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไปพร้อมกัน ซึ่งสามารถสะท้อนผ่าน 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

1.AI กำลังขยาย Climate Handprint ของโลก

AI มีบทบาทสำคัญในการขยาย Climate Handprint หรือผลกระทบเชิงบวกต่อสภาพภูมิอากาศของโลกอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งสนับสนุนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการผลักดันนวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่การนำไปใช้จริง 

ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า ภายในปี 2027 ผู้ให้บริการด้านข้อมูลและ AI รายใหญ่ถึง 62% คาดว่าจะผลิตพลังงานสะอาดใช้เอง พร้อมลงทุนโดยตรงในพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตที่ยั่งยืน

2. AI ทำให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานเกิดขึ้นทั้งระบบ (System-wide transformation) 

AI กำลังยกระดับความยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ภาคการผลิต การขนส่ง เกษตรกรรม ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจ

นอกจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว AI ยังช่วยให้องค์กรสามารถบริหารและรับมือความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีกลยุทธ์ พร้อมทั้งเปลี่ยนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็น โอกาสทางธุรกิจในระยะยาว

3. ความท้าทายในการเร่งปิดช่องว่างของการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด (The execution gap)

แม้ทิศทางของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจะมีความชัดเจนมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติยังเผชิญข้อจำกัดสำคัญ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน นโยบาย และข้อจำกัดด้านเงินทุน ซึ่งอาจทำให้การเปลี่ยนผ่านชะลอตัวลง

ช่วงเวลานับจากวันนี้จนถึงปี 2027 จึงถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการปิดช่องว่างระหว่าง “แผนกลยุทธ์” และ “การลงมือดำเนินการจริง”

4. เปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นความได้เปรียบทางการแข่งขัน

การเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI กำลังเปิดตลาดใหม่ให้กับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดขั้นสูง และเร่งให้การพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม

จากเดิมที่เทคโนโลยีพลังงานใหม่อาจต้องใช้เวลาหลายทศวรรษกว่าจะเข้าสู่เชิงพาณิชย์ ปัจจุบัน AI กำลังช่วยย่นระยะเวลาให้เหลือเพียงไม่กี่ปี ทำให้ ศักยภาพทางเทคโนโลยีสามารถกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

เมื่อกล่าวถึงวาระด้านสภาพภูมิอากาศ AI กำลังกลายเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของระบบพลังงานโลก ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการกระจายพลังงานหมุนเวียน ซึ่งช่วยให้แหล่งพลังงานสะอาดมีความเสถียร เชื่อถือได้ และคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน AI ยังช่วยยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงเพื่อการติดตามสภาวะแวดล้อม การคาดการณ์เพื่อเสริมความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างชาญฉลาด

สำหรับประเทศไทย สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้จัดทำร่าง แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan : PDP) ฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับระบบพลังงานของประเทศ

โดยร่างแผน PDP 2026 นี้ได้เตรียมขยายระยะเวลาแผนจาก 20 ปี เป็น 25 ปี (ปี 2026-2050) เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมาย Net Zero ที่ถูกปรับให้เร็วขึ้นจากปี 2065 เป็น 2050 

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเพื่อให้การเร่งใช้พลังงานสะอาดเกิดขึ้นได้อย่างมีเสถียรภาพ พร้อมรักษาต้นทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม AI จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะตัวขับเคลื่อนของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระยะต่อไป

บทสรุป

สำหรับผู้เขียน วันนี้ AI จึงไม่ใช่เพียงคำถามของอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญที่กำหนดทิศทางของระบบพลังงานและความยั่งยืนของโลก องค์กรที่เริ่มก้าวก่อนย่อมมีโอกาสเปลี่ยนเป้าหมายให้เป็นการลงมือทำ และเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้กลายเป็นผลลัพธ์เชิงบวกที่จับต้องได้อย่างรวดเร็ว