สัปดาห์ที่แล้วกองทุนการเงินระหว่างประเทศออกรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปีนี้และปีหน้า เป็นการประเมินตัวเลขครั้งแรกหลังสงครามตะวันออกกลางปะทุขึ้น
โดยปรับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปีนี้และปีหน้าลงเหลือ ร้อยละ 3.1 และร้อยละ 3.2 ต่ำกว่าที่ประเมินปลายปีที่แล้ว และปรับอัตราเงินเฟ้อโลกสูงขึ้นเป็นร้อยละ 4.4 ปีนี้ และร้อยละ 3.7 ปีหน้า
ตัวเลขใหม่ชี้ว่าสงครามจะกระทบเศรษฐกิจโลกไม่มาก ซึ่งเป็นเพราะไอเอ็มเอฟใช้สมมุติฐานเบาสุดเป็นกรณีฐานตามความเห็นตลาดในเดือนมีนาคม ซึ่งตอนนั้นตลาดการเงินมองโลกค่อนข้างดี แต่ปัจจุบันสงครามยืดเยื้อกว่าที่คิด ทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยจะมีมาก
วันนี้จึงอยากให้ความเห็นเรื่องนี้ รวมถึงนโยบายที่รัฐบาลควรทําเพื่อตั้งรับและลดผลกระทบจากหนักให้เป็นเบา โดยเรียนรู้จากวิกฤติที่เกิดขึ้นในอดีต นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
เดือนนี้เป็นเดือนที่สองของสงครามตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ และจะกระทบเศรษฐกิจโลกมากขึ้นถ้าสงครามลากยาวและราคาพลังงานเเพงต่อเนื่อง ไอเอ็มเอฟประเมินว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะกระทบเศรษฐกิจโลกผ่านสามช่องทาง
1.อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นที่จะกระทบอำนาจซื้อของประชาชนและการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ 2.อัตราค่าจ้างที่อาจปรับสูงขึ้นตามเงินเฟ้อเพื่อรักษากําลังซื้อของผู้ใช้แรงงาน ทำให้ค่าจ้างและเงินเฟ้ออาจปรับสูงขึ้นเป็นวงจรซึ่งไม่ดีต่อเศรษฐกิจ
3.อัตราดอกเบี้ยที่จะสูงขึ้นเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ผลกระทบเหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจโลกจะชะลอและอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่ว่าสงครามจะยืดเยื้อและรุนแรงแค่ไหน โดยเฉพาะความเสียหายที่จะมีต่อการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง เป็นความไม่แน่นอนที่ไม่มีใครตอบได้
ด้วยเหตุนี้ ไอเอ็มเอฟจึงประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปีนี้และปีหน้าเป็นสามกรณี กรณีฐานซึ่งเบาสุดใช้ข้อสมมุติว่าสงครามจบเร็วและสถานการณ์นํ้ามันผ่อนคลายกลางปีนี้ กรณีสอง รุนแรงขึ้นคือสงครามยืดเยื้อและราคานํ้ามันเพิ่มสูงกว่ากรณีฐาน
ส่วนกรณีสามแย่สุด คือ สงครามลากยาว มีการทําลายโครงสร้างพื้นฐานการผลิตน้ำมัน ทำให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวเหลือร้อยละ 2 ปีนี้และอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นกว่าร้อยละ 6 ปีหน้า ซึ่งกรณีสามจะส่งผลกระทบมากต่อประเทศที่นำเข้านํ้ามันมากอย่างประเทศไทย และเป็นกรณีที่มีความเป็นไปได้สูงถ้าพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน
ในการทํานโยบาย สิ่งที่ผู้ทำนโยบายต้องตระหนักคือ วิกฤติราคานํ้ามันคราวนี้รุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเพราะมีการใช้อาวุธที่อานุภาพการทำลายล้างร้ายแรง มีการปิดช่องแคบ Hormuz ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทําให้ร้อยละ 20 ของอุปทานพลังงานโลกหายไป และการสู้รบอาจขยายไปถึงการทําลายโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตพลังงานในตะวันออกกลาง
ซึ่งจะเป็นดิสรัปชันที่รุนแรงมากต่ออุปทานพลังงานโลก และแม้สงครามจะยุติในที่สุด การฟื้นภาวะการผลิตกลับสู่ปรกติจะใช้เวลานาน ทำให้ภาวะราคาพลังงานแพงจะอยู่กับเศรษฐกิจโลกไปอีกนาน นี่คือประเด็นที่ต้องตระหนัก
อีกประเด็นคือ สงครามและการปิดช่องแคบจะทําให้โลกขาดแคลนสินค้าขั้นกลางและวัตถุดิบหลายอย่างที่ผลิตในตะวันออกกลาง เช่น ปุ๋ย เคมีเกษตร เม็ดพลาสติก อะลูมิเนียม ก๊าซฮีเลียม กระทบต่อเนื่องถึงการเพาะปลูกในภาคเกษตร
อุตสาหกรรมอาหาร ราคาอาหาร การผลิตยานยนต์ บรรจุภัณฑ์พลาสติก เซมิคอนดักเตอร์ และสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้ราคาสินค้าที่จําเป็นจะแพงขึ้นและเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดแคลน
ถ้าวัตถุดิบขาดแคลนโรงงานหยุดการผลิต กระทบห่วงโซ่การผลิตและอุตสาหกรรมอื่นๆ ภาวะขาดเเคลนก็จะกระจายไปทั่ว ปัญหานี้จะรุนแรงถ้าสินค้าที่จำเป็น เช่น อาหาร ยารักษาโรค ขาดแคลน นี่คือสิ่งที่ต้องระวังในการบริหารเศรษฐกิจ
ไอเอ็มเอฟมองผลกระทบต่อประเทศต่างๆ ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความเข้มเเข็งของนโยบายและความสามารถของเศรษฐกิจที่จะปรับตัว ประเทศตลาดเกิดใหม่จะถูกกระทบมากเพราะข้อจํากัดและความไม่พร้อมที่มีอยู่ การทํานโยบายจึงต้องพิจารณาทางเลือกอย่างระมัดระวัง
โดยนโยบายการเงินต้องให้ความสำคัญกับเงินเฟ้อและเสถียรภาพระบบการเงิน นโยบายการคลังต้องจัดความสําคัญของการใช้จ่าย มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน
รัฐบาลต้องเข้าใจข้อเสียของการควบคุมราคาสินค้า รักษาความยั่งยืนทางการคลัง และตระหนักถึงประโยชน์ที่จะได้จากการปฏิรูปเพื่อช่วยเศรษฐกิจในการปรับตัว สิ่งเหล่านี้ควรทําคู่ไปกับการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อใช้การเติบโตทางการค้าพยุงเศรษฐกิจจากภัยของสงคราม ทั้งหมดมาจากประสบการณ์ไอเอ็มเอฟในการบริหารวิกฤติเศรษฐกิจในอดีต
สำหรับประเทศไทย เราเป็นประเทศกําลังพัฒนา ไม่รวย ใช้และพึ่งพาน้ำมันมาก ผลกระทบจึงอยู่ในข่ายรุนแรง เรื่องนี้รัฐบาลต้องตระหนักเพื่อการตั้งรับที่ถูกต้อง ผลกระทบของวิกฤติราคาน้ำมันต่อเศรษฐกิจเราจะเกิดขึ้นผ่านสี่ช่องทาง พิจารณาจากวิกฤติที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
1.อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นตามต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น คือ ของแพง ค่าครองชีพสูงขึ้น ประชาชนเดือดร้อนเพราะรู้สึกว่าอำนาจซื้อของเงินที่มีลดลง
2.เศรษฐกิจชะลอ ธุรกิจซบเขา เพราะประชาชนไม่ใช้จ่าย ภาคธุรกิจรายได้ลด ลดการลงทุน ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ลูกจ้างเริ่มห่วงการมีงานทํา ระมัดระวังการใช้เงิน ห่วงเรื่องการชําระหนี้ ทำให้กําลังซื้อในระบบเศรษฐกิจยิ่งอ่อนแอ
3.อัตราเงินเฟ้อที่สูงทำให้อัตราดอกเบี้ยยืนในระดับสูง ซึ่งเมื่อรวมกับเศรษฐกิจที่ชะลอ บริษัทธุรกิจจะมีข้อจํากัดเรื่องสภาพคล่องและการชําระหนี้ นอกจากนี้ความไม่มั่นใจของนักลงทุนต่อนโยบายรัฐบาลที่จะดูแลเศรษฐกิจในภาวะสงคราม
สังเกตได้จากเงินทุนต่างประเทศที่ไหลออกจากตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรในเดือนมีนาคม อาจเร่งให้นักลงทุนขายทิ้งสินทรัพย์เงินบาทถ้าสงครามยืดเยื้อ กดดันให้เงินทุนต่างประเทศยิ่งไหลออก ซํ้าเติมภาวะสภาพคล่องและค่าเงินบาท
4.เศรษฐกิจชะลอและราคาน้ำมันแพงทำให้ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจสูงขึ้น ประเทศจะขาดดุลการคลังและดุลบัญชีเดินสะพัดพร้อมกันและการขาดดุลจะรุนแรงถ้าสงครามยืดเยื้อ รายได้ภาษีจะลดลง รายจ่ายจะสูงขึ้น รัฐบาลอาจกู้เพิ่มเพื่อปิดการขาดดุล ทำให้ประเทศเสี่ยงที่จะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ
รายจ่ายน้ำมันนำเข้าที่สูงในภาวะที่การท่องเที่ยวและการส่งออกชะลอกดดันให้ดุลบัญชีเดินสะพัดยิ่งขาดดุลและค่าเงินบาทอ่อน เป็นสัญญาณความอ่อนแอของเศรษฐกิจที่อาจกระตุ้นให้เงินทุนต่างประเทศยิ่งไหลออกถ้าไม่มีความเชื่อมั่นในนโยบายรัฐบาลเป็นตัวยึด
นี่คือสิ่งที่รออยู่ การบริหารเศรษฐกิจในภาวะวิกฤติจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเตรียมตัวให้ดีและระมัดระวัง ที่ทุกคนหวังคือสงครามจะไม่ยืดเยื้อ รัฐบาลจะทําอย่างตั้งใจ จริงจัง ไม่ประมาท ในการแก้ปัญหา เพื่อให้ประเทศไปต่อได้ ไม่เกิดวิกฤติ





