วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน 2569

Login
Login

ทำอย่างไรจึงจะได้ดี?

ทำอย่างไรจึงจะได้ดี?

เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้วตอนที่ผมเพิ่งเรียนจบปริญญาเอกและรู้ตัวว่า จะต้องเปลี่ยนชีวิตจากการเป็นนักศึกษา/ นักวิจัย มาเป็นคนที่ต้องทำมาหากินและแก่งแย่งชิงดี เพื่อให้ได้มาซึ่งความก้าวหน้าทางการงาน และสร้างฐานะให้กับตัวเอง

คำถามหนึ่งที่ผมถามตัวเองคือ ควรทำตัวอย่างไรที่จะเป็นคนดี แต่ก็จะต้องไม่ถูกเอาเปรียบ คล้ายกับที่เปรียบเปรยว่า “Nice guys finish last.”

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ นิโคโล แมคคิเวลลี (Niccolò Machiavelli) ซึ่งเป็นนักการทูตชาวอิตาเลียน (2012-2070 : ยุคเรอเนซองส์) ที่ได้วิเคราะห์เรื่องราวทางการเมืองในขณะที่ดำรงตำแหน่งนักการทูต และนำเอาประสบการณ์ ดังกล่าวไปเขียนเป็นตำราทางการเมือง

ในรูปของหนังสือชื่อ The Prince ซึ่งมองได้ว่า เป็นตำราสอน การให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองและการปกครองประเทศ เพื่อความมั่นคงและเพื่อรักษาอำนาจเอาไว้ให้ยาวนานที่สุด  โดยได้ตั้งใจให้เป็นตำราที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่การพูดในเชิงขายฝันว่า “โลกสวย” และจะต้องทำตัวเป็น “คนดี” เสมอไป

คำถามคือ แนวคิดดังกล่าว เป็นประโยชน์ และจำเป็นจะต้องนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตของเราเองเพื่อให้ประสบความสำเร็จ ใช่หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าขบคิดอย่างมากเพราะว่า คำสั่งสอนของแมคคิเวลลีนั้น อาจสมจริงมากกว่าการคิดอย่างตื้นๆ ว่าควรเป็น “คนดี” เพราะเราจะอยู่ในหมู่ของคนที่มีคนดีอยู่ไม่มาก ตัวอย่างเช่น

"Any man who tries to be good all the time is bound to come to ruin among the great number who are not good. Hence a prince who wants to keep his authority must learn how not to be good, and use that knowledge, or refrain from using it, as necessity requires".

แมคคิเวลลีแนะนำอีกด้วยว่าหากจะต้องใช้ “ไม้แข็ง” ก็ต้องทำอย่างเด็ดขาดให้ได้ผลจริงจัง อย่าให้ยืดเยื้อ

"Cruelty well used (if we can ever speak well of something bad) is short-lived and decisive, no more than is necessary to secure your position and then stop.”
"If an injury has to be done to a man it should be so severe that his vengeance need not be feared"

และการต้องสร้างภาพพจน์ ไม่จำเป็นจะต้องเปิดเผย “ตัวจริง” ของเรา

"Everyone sees what you appear to be, few experience what you really are."
"A prince... must be very careful that nothing ever escapes his mouth which is not full of the five qualities... and to see and hear him, he should seem to be all mercy, all faith, all integrity, all humanity, all religion."

ที่สำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องให้คนรักเรา แต่ต้องกลัวเรา และไม่เกลียดเรา

“… is it better to be loved than feared, or vice versa? I don’t doubt that every prince would like to be both; but since it is hard to accommodate these qualities, if you have to make a choice, to be feared is much safer than to be loved.”

"A prince ought to inspire fear in such a way that, if he does not win love, he at any rate avoids hatred; because he can endure very well being feared while he is not hated...".

ผมโชคดีที่ในปี 2527 ได้อ่านหนังสือ The Evolution of Cooperation ของ Robert Axelrod ซึ่งเป็นหนังสือที่ช่วยชี้นำการดำเนินชีวิตของผมมาจนกระทั่งทุกวันนี้ จึงจะขอนำเอาสาระของหนังสือเล่มนี้มาเปรียบเทียบกับแนวคิดของแมคคิเวลลีที่ได้กล่าวถึงขั้นต้น

Axelrod จบปริญญาเอกทางรัฐศาสตร์ แต่เรียนปริญญาตรีสาขาคณิตศาสตร์ และหนังสือ The Evolution of Cooperation ตั้งต้นจากปัญหาทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า Prisoners’ Dilemma (กับดักนักโทษ) ซึ่งอธิบายได้ดังนี้

สมมุติว่า โจร 2 คนที่ร่วมกันปล้นแต่ถูกจับตัวได้ ตำรวจจะแยกขังผู้ต้องสงสัย และสอบสวนให้สารภาพ ทั้ง 2 จะต้องตัดสินใจภายใต้ความเสี่ยงและความไม่แน่นอน ที่จะส่งผลกระทบต่อตัวเองดังนี้

o    ถ้าต่างคนต่างปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา (ร่วมมือกัน) ก็จะติดคุกเพียงคนละ 1 ปี ข้อหาบุกรุก
o    ถ้าคนหนึ่งสารภาพ แต่อีกคนปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา คนสารภาพจะรอดคุก แต่คนที่ปฏิเสธ จะติดคุก 10 ปี
o    ถ้าทั้งสองคนสารภาพ (หักหลังกันเอง) ทั้งสองคนจะติดคุกคนละ 5 ปี

สมมุติว่า ผมเป็นนาย ก. และเป็นเพื่อนร่วมโจรกับนาย ข.

o    ถ้าผมคิดว่านาย ข. จะเลือกปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ผมก็จะต้องเลือกสารภาพ (หักหลัง) เพราะผมจะรอดตัวและไม่ติดคุก
o    ถ้าผมคิดว่านาย ข. เลือกสารภาพ (หักหลัง) ผมก็จะต้องเลือกสารภาพเช่นกันเพราะการติดคุก 5 ปี ยังดีกว่าการติดคุก 10 ปี

แปลว่าโจรทั้งสองคนจะตัดสินใจสารภาพ และยอมติดคุกคนละ 5 ปี แม้ว่าหากทั้งสองร่วมมือกัน (ไม่หักหลังกันเอง) จะเป็นประโยชน์มากกว่า

ทำอย่างไรจึงจะได้ดี?

ตัวอย่างข้างต้นทำให้อาจสรุปได้ว่า คนจะหาทางเอาเปรียบกันมากกว่าร่วมมือกัน แต่หนังสือของ Axelrod เปลี่ยนกรอบการวิเคราะห์ไปในลักษณะที่เสนอให้ ผู้เชี่ยวชาญด้านเกมคอมพิวเตอร์ นำส่งโปรแกรมมาร่วมการแข่งขัน (Computer Tournament) กล่าวคือ เป็นเกมที่จะต้องเล่นกัน นับร้อยครั้งไม่ใช่ครั้งเดียว

ปรากฏว่ามีโปรแกรมเข้าร่วมการแข่งขัน 14 โปรแกรม โดยเล่นเกมรวมทั้งสิ้น 200 รอบ ปรากฏว่า โปรแกรมที่ชนะอย่างขาดลอย คือ Tit for Tat (ตาต่อตาฟันต่อฟัน) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ง่ายที่สุด แต่ก็สามารถเอาชนะโปรแกรมอื่นที่มีความสลับซับซ้อน เพื่อพยายามหลอกล่อคู่ต่อสู้เพื่อให้ชนะได้มากที่สุด

Axelrod แจ้งผลของการแข่งขันดังกล่าวและประกาศการแข่งขันรอบที่ 2 โดยครั้งที่ 2 มีโปรแกรมร่วมกับการแข่งขันมากถึง 62 โปรแกรม แต่ผลก็ออกมาเหมือนเดิม คือ Tit for Tat มาเป็นที่หนึ่งอีก

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบในสัปดาห์หน้าครับ