เคยพบบางคนที่อดหลับอดนอน ถกเถียงกันในไลน์ในเรื่องที่ไม่ใช่การงาน หรือชีวิตความเป็นอยู่ เริ่มจากเถียงกันเรื่องไกลตัวแล้วก็ขยับเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่รู้จะจบได้อย่างไร
Social Network ทำให้เวลาพักผ่อนหลับนอนลดลงแน่ ๆ คงไม่มีใครคิดว่าการถกเถียงกัน หรือการช่วยกันเชียร์เรื่องนั้นเรื่องนี้ในกลุ่มไลน์ โดยไม่หลับนอนนั้นถือว่าเป็นการพักผ่อนประเภทหนึ่ง
งานวิจัยของ Pew Research ในสหรัฐอเมริกาพบว่าความเห็นของผู้ใหญ่ กับ เด็ก ๆ เกี่ยวกับ Social Network มีหลายอย่างที่ตรงกัน ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ๆ ยอมรับว่า Social Network เบียดบังเวลาพักผ่อนหลับนอน ยอมรับว่า Social Network ส่งผลเสียกับผลการทำงาน หรือผลการเล่าเรียน
ผู้ใหญ่เชื่อว่า Social Network มีผลในทางลบกับสุขภาพจิต แต่ลูกหลานกลับเชื่อว่า ช่วยเติมเต็มสุขภาพจิตที่ดี ผู้ใหญ่ยิ่งใช้มาก สุขภาพจิตยิ่งแย่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่โลกมีการตีรันฟันแทงกันแบบทุกวันนี้ ในวันเวลาที่ข้าวยากหมากแพง เด็ก ๆยิ่งใช้มากกลับมีเวลาคุยกับคนรู้ใจมากยิ่งขึ้น คุยมากสบายใจมาก
งานวิจัยในประเทศอื่น ๆแทบจะทั่วโลกยืนยันตรงกันว่า การเสพติด Social Network ส่งผลเสียต่อเวลาหลับนอน เมื่อนอนน้อยกว่าที่ควร ผลเสียก็ตามมาทั้งสุขภาพ และการงาน
ท่านใดที่อดหลับอดนอนใช้ Social Network มากเกินกว่าที่ควรจะใช้ อาจต้องทบทวนว่าสุขภาพ และการงานของท่านยังคงเป็นปกติอยู่หรือไม่ และควรหาทางจำกัดเวลาการใช้งานให้มีสมดุลกับการพักผ่อน โดยเฉพาะการหลับนอน เลิกนอนไป ใช้งาน Social Network ไปพร้อมกันได้แล้ว ภาพที่อาจคุ้นตาสำหรับบางท่านคือ คนที่ท่านรักและห่วงใยหลับอยู่หน้าจอไอโฟนที่เปิดแอป Social Network ค้างไว้
ในส่วนของผลกระทบทางลบที่มีต่อการงานก็เป็นไปในทางเดียวกัน ลองเดินรอบ ๆสำนักงานแล้วพบว่า พนักงานทำงานของบริษัทไปพร้อม ๆกับใส่ใจกับสารพัด Social Network ท่านคาดได้หรือไม่ว่าการงานจะดีได้เต็มที่มากน้อยแค่ไหน มีไม่กี่คนที่เก่งพอจะทำงานหลายงานที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงได้ดีทุกงาน
อยากได้งานดีในยามนี้ ลดเวลา Social Network ลงบ้าง จะได้มีเวลาลงมือทำมากขึ้น ลดเวลาในการหาประเด็นมาถกเถียงกันให้น้อยลง
ใช้มากใช้น้อยแล้วส่งผลเสียแค่ไหน งานวิจัยหลายเรื่องบอกว่าขึ้นกับวัฒนธรรมของผู้คนเป็นสำคัญ ถ้าผู้คนจากวัฒนธรรมเฮฮาเป็นสรณะ ใช้งานนานเท่ากับผู้คนในวัฒนธรรมสร้างความสำเร็จเป็นสรณะ ปรากฏว่าผู้คนกลุ่มหลังเสียหายมากกว่า เพราะเวลาไม่พอที่จะทำงานให้สำเร็จส่วนกลุ่มแรกนั้นยิ่งใช้นานก็ยิ่งเฮฮามากขึ้น
สังคมจีน เกาหลี ถือว่า Social Network ลดทอนความสำเร็จในการเรียน พ่อแม่เลยกำกับกันเองว่าแค่ไหนถึงจะไม่เบียดบังการเรียน ยุโรปห่วงใยเรื่องสุขภาพ หากปล่อยให้ใช้มากเกินไป เลยมีการกำกับดูแลเพื่อจำกัดการใช้งานของเด็ก ๆ
Social Network นอกจากมีผลกับเด็ก ๆในเรื่องการเรียนแล้ว ยังอาจมีผลในทางลบในการเปรียบเทียบทางสังคม คนนั้นรวย คนนั้นพ่อใหญ่ คนนั้นโด่งดัง ที่อาจทำให้เด็ก ๆ รู้สึกต่ำต้อยโดยที่ไม่ควรจะรู้สึกเช่นนั้น
แต่ที่หนักหนาสาหัสสำหรับเด็ก ๆ คือ Social Network สร้างความหวาดกลัวว่าจะถูกกลุ่มถอดทิ้ง ผู้ใหญ่ถูกไล่ออกจากกลุ่มก็แค่ช่างมันเถอะ แต่สำหรับเด็กๆ แล้วผลทางลบจะตามมามากมาย บางอย่างก็เป็นอันตรายอีกด้วย
ที่น่าสนใจอีกเรื่องคือ คนจัดสอบ PISA ที่บ้านเราผลการสอบอยู่ค่อนข้างจะท้ายๆ บอกว่า ระหว่างเด็กที่ใช้น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงต่อวัน กับเด็กที่ใช้ห้าหกชั่วโมงต่อวัน คะแนน PISA จะต่างกันสูงสุดถึง 49 คะแนน ถ้าต่างกัน 30 คะแนน เขาเทียบว่าเรียนหนังสือน้อยกว่าประมาณหนึ่งปี ถ้าต่างกัน 49 คะแนน น่าจะเทียบได้ว่าเรียนน้อยกว่าประมาณหนึ่งปีครึ่ง
ท่านใดดูแลเรื่องการศึกษา น่าจะลองคิดล่วงหน้าดูว่า ถ้าเด็กๆบ้านเราใช้ Social Network กันหนักหนาขนาดนี้ คะแนน PISA รอบหน้า จะเทียบได้กับเรียนหนังสือน้อยกว่าเพื่อนบ้านสักกี่ปี





