สืบเนื่องปัจจุบันการลงโทษเด็กในประเทศไทยเป็นความเชื่อและธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อกันมา ดังเช่นคำกล่าวที่ว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” การลงโทษเด็กหรือการสั่งสอนจากทั้งครอบครัวและโรงเรียนจึงมีหลากหลายรูปแบบ
เช่น การสั่งสอน การดุด่าด้วยถ้อยคำรุนแรง การทุบตี ทั้งที่เกิดจากครอบครัวและในโรงเรียนเองก็ล้วนแต่เกิดจากเจตนาที่ดีของบิดามารดาหรือครูอาจารย์
มาตรการในการคุ้มครองเด็กในการรับโทษจากโรงเรียนได้บัญญัติไว้ในระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 ข้อ 5 และข้อ 6 ระเบียบดังกล่าวได้กำหนดมาตรการขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิเด็ก โดยกำหนดโทษ 4 สถาน ได้แก่ ตักเตือน ทำทัณฑ์บน ตัดคะแนน และทำกิจกรรมปรับพฤติกรรม
ทั้งนี้ได้กำหนดห้ามใช้วิธีรุนแรง กลั่นแกล้ง หรือลงโทษด้วยความโกรธเด็ดขาด และให้คำนึงถึงอายุของนักเรียนนักศึกษา และความร้ายแรงของพฤติการณ์ประกอบการลงโทษด้วย การลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษาให้เป็นไปเพื่อเจตนาที่จะแก้นิสัย ความประพฤติไม่ดีของนักเรียนหรือนักศึกษาให้รู้สำนึกในความผิด และกลับประพฤติตนในทางที่ดี
ดังนั้น เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิเด็กในประเทศไทยมีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพตั้งแต่ในชั้นสถาบันครอบครัว ซึ่งเป็นสถาบันหลักที่เด็กมีความผูกพัน เป็นสถาบันที่เด็กจะได้รับการพัฒนาทั้งด้านร่างกายและจิตใจเพื่อพัฒนาไปเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพของประเทศไทย เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.1989 ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ข้อ 22
กำหนดให้รัฐภาคีจะดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อประกันว่าเด็กได้รับการคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติ หรือการลงโทษในทุกรูปแบบ บนพื้นฐานของสถานภาพ กิจกรรมความคิดเห็นที่แสดงออกหรือความเชื่อของบิดา มารดา ผู้ปกครองตามกฎหมาย หรือสมาชิกในครอบครัวของเด็ก
ประเทศไทยจึงมีการพลวัตกฎหมายเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับนานาอารยประเทศ โดยได้มีการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 25) เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การทำโทษบุตรของผู้ปกครอง เพื่อให้การสั่งสอนเป็นไปอย่างเหมาะสมและไม่เป็นการทารุณกรรมหรือใช้ความรุนแรงเกินสมควร ส่งผลกระทบต่อร่างกายหรือจิตใจของบุตร
เป็นการเฆี่ยนตีบุตร หรือทำโทษด้วยวิธีการอื่นอันเป็นการด้อยค่า ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของบุตรและไม่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาการกระทำผิดหรือพฤติกรรมของบุตรที่จำเป็นต้องว่ากล่าวสั่งสอน ประกอบกับการปรับแก้ไขสิทธิของผู้ใช้อำนาจปกครองในการทำโทษบุตรนี้ เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคี ซึ่งเดิม มาตรา 1567 บัญญัติว่า
“ผู้ใช้อำนาจปกครองมีสิทธิ
(1) กำหนดที่อยู่ของบุตร
(2) ทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน
(3) ให้บุตรทำการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูป
(4) เรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่นซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย
ได้เสนอให้แก้ใช้ในอนุมาตรา 2 เป็น
(2) ทำโทษบุตรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอนหรือปรับพฤติกรรม โดยต้องไม่เป็นการกระทำทารุณกรรมหรือทำร้ายด้วยความรุนแรงต่อร่างกายหรือจิตใจ หรือกระทำโดยมิชอบ
โดยมีสาระสำคัญของการแก้ไขกฎหมายใน (2) เดิมนั้น “(2) ทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน” โดยขอบเขตของความคุ้มครองกฎหมายฉบับนี้คุ้มครองบุตรที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 20 ปี (บรรลุ นิติภาวะ)
ผู้ปกครองยังคงมีอำนาจในการว่ากล่าวสั่งสอน หรือปรับพฤติกรรมได้ตามสมควร แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจและความเคารพในสิทธิของเด็ก การที่กฎหมายอนุญาตให้พ่อแม่สามารถลงโทษได้ตามสมควรนั้นอาจเป็นช่องโหว่ให้พ่อแม่ลงโทษเด็กด้วยวิธีรุนแรง
แต่อย่างไรก็ดี กฎหมายไม่ได้มีการขยายความถึงลักษณะของการสั่งสอนอย่างเป็นรูปธรรม จึงทำให้ผู้ใช้อำนาจปกครองมีสิทธิ์ใช้ดุลพินิจในการลงโทษ ซึ่งไม่มีหลักประกันในการลงโทษเด็กนั้นว่าจะไม่เป็นการทารุณโหดร้ายขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ใช้อำนาจปกครองในการลงโทษเด็ก อาจนำมาซึ่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของเด็ก
แม้จะมีกลไกกระบวนการยุติธรรมให้ศาลถอดถอนอำนาจปกครองของพ่อแม่ได้ กรณีประพฤติชั่วร้ายแรงตามมาตรา 1582 หรือดำเนินคดีอาญาความผิดฐานทำร้ายร่างกายได้ แต่การที่กฎหมายไม่ได้ระบุเงื่อนไขชัดเจนจึงเปิดช่องให้ศาลมีดุลยพินิจในการตีความการลงโทษบุตรของพ่อแม่ว่าเป็นการประพฤติชั่วร้ายหรือไม่หรือเป็นการลงโทษตามสมควรที่ยังไม่เข้าข่ายให้ถอดถอนอำนาจปกครองได้
ดังนั้น การแก้ไขดังกล่าวจึงเป็นการกำหนดมาตรการและเงื่อนไขในการใช้ดุลพินิจของศาล เพื่อคุ้มครองสิทธิของทั้งบิดามารดาและสิทธิเด็ก เพื่อดำรงไว้ซึ่งสถาบันครอบครัวสืบไป





