จากประเทศที่เคยถูกคาดหวังว่าจะเป็น “เสือเศรษฐกิจตัวที่ห้า” วันนี้ไทยกลับถูกขนานนามโดยสื่อต่างชาติว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย”
ปัญหาของเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ที่การเติบโตที่ช้าลงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะยึดติดกับแนวคิดการพัฒนาแบบเดิม ในขณะที่เศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนแปลงไป ประเทศที่เคยเติบโตด้วยการส่งออก การผลิต และการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ กำลังเผชิญความจริงใหม่ว่า “เครื่องยนต์เดิม” ไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อีกต่อไป
ดังนั้น หากไทยต้องการที่จะหลุดจากภาวะ “คนป่วยแห่งเอเชีย” สิ่งที่ต้องเปลี่ยนจึงไม่ใช่เพียงการออกมาตรการเพิ่ม แต่คือการเปลี่ยนแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งระบบ
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไทยเติบโตภายใต้โมเดลอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกที่อาศัยการมีต้นทุนต่ำจากแรงงานราคาถูก การดึงดูด FDI และโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Eastern Seaboard เป็นเครื่องยนต์หลัก
โมเดลนี้เคยพาไทยขยายฐานการผลิตและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง การดำเนินการแบบเดิมกลับไม่สามารถสร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างก้าวกระโดดได้อีกต่อไป
เพราะแม้การลงทุนจากต่างชาติจะเพิ่มขึ้น แต่จำนวนหนึ่งยังเป็นการลงทุนในกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจไทยในระดับต่ำ และการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตไทยยังมีน้อย ขณะที่รัฐต้องแลกด้วยรายได้ภาษีที่สูญเสียไปจากการสนับสนุนการลงทุนโดยไม่ได้แปรเป็นขีดความสามารถใหม่ของเศรษฐกิจไทย
สิ่งที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้น ตัวเลข GDP ไม่ได้สะท้อนถึงการกระจายรายได้ของคนในสังคม โดยในปี 2567 อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอยู่ที่ 2.9% รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นเป็น 266,103 บาทต่อปี ทว่าสัดส่วนคนจนเพิ่มขึ้นจาก 3.41% เป็น 4.89%
พลิกกระดานเศรษฐกิจด้วยเลนส์ “ผลิตภาพนิยม”
โจทย์ของไทยวันนี้ไม่ใช่เพียงทำอย่างไรให้เศรษฐกิจกลับมาโตเร็วขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่จะทำอย่างไรให้การเติบโตนั้นสร้างโอกาสแก่คนส่วนใหญ่ในสังคมได้มากขึ้นด้วย
แนวคิด “ผลิตภาพนิยม” หรือ Productivism ที่ Dani Rodrik ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศจาก Harvard Kennedy School ได้ชี้ว่าทางออกของเศรษฐกิจต้องเริ่มจากการทำให้ระบบเศรษฐกิจสามารถสร้างงานที่ดี (Good Jobs) ขยายฐานชนชั้นกลาง และยกระดับธุรกิจในประเทศในวงกว้างมากขึ้น
ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับบทบาทเชิงรุกของภาครัฐ และภาคประชาสังคมในการผลักดันการผลิต การลงทุน การพัฒนาทักษะ และนวัตกรรม เพื่อให้การเติบโตนั้นสามารถกระจายโอกาสได้กว้างขึ้นด้วย
หัวใจของผลิตภาพนิยมคือ การหันมาให้ความสำคัญกับมาตรการด้านอุปทาน (supply-side) ที่มุ่งสร้างผลิตภาพและงานที่ดีโดยตรง ไม่ใช่ปล่อยให้เศรษฐกิจปรับตัวไปเองตามความต้องการของตลาด แล้วคาดหวังว่าผลประโยชน์จะค่อย ๆ กระจายลงมาในภายหลัง นั่นหมายความว่า
นโยบายเศรษฐกิจต้องมุ่ง “ปรับโครงสร้างอย่างตั้งใจ” เพื่อขยับทรัพยากร แรงงาน และการลงทุน ไปสู่กิจกรรมที่มีผลิตภาพสูงขึ้นและสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะต่อ SMEs
ขณะเดียวกันการยกระดับเศรษฐกิจไม่ควรจำกัดอยู่เพียงภาคการผลิตอีกต่อไป เพราะวิวัฒนาการของเทคโนโลยี และระบบอัตโนมัติทำให้ภาคการผลิตไม่ได้เป็นแหล่งสร้างงานที่ดีจำนวนมากเหมือนในอดีตเสมอไปแล้ว นโยบายอุตสาหกรรมจึงต้องขยายไปสู่ภาคบริการ หากต้องการให้การเติบโตสร้างงานที่ดีได้จริงในวงกว้าง
อีกด้านหนึ่ง ผลิตภาพนิยมไม่ได้มองภาครัฐแบบสวยงามเกินจริง แต่ยอมรับว่ารัฐ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา มีข้อจำกัดด้านขีดความสามารถและข้อมูลอยู่มาก การพัฒนาเศรษฐกิจจึงไม่ใช่การหวนกลับไปสู่แนวคิดรัฐพัฒนา (developmental state) ที่สั่งการจากบนลงล่าง
และเน้นการ “เลือกผู้ชนะ” แต่เป็นแนวทางที่เน้นให้รัฐทำงานแบบร่วมคิดร่วมทำ (collaborative) ปรับแก้อย่างต่อเนื่อง (iterative) และทดลองนโยบาย (experimental) มากขึ้น
นั่นคือการร่วมมือกับเอกชนและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อเรียนรู้จากปัญหาที่เกิดขึ้นจริง โดยปรับเป้าหมาย-เครื่องมือรวมทั้งทดลองนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อผนวกความรู้และข้อจำกัดในการยกระดับผลิตภาพที่ไม่ได้อยู่ในรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่กระจายอยู่ในภาคธุรกิจและผู้ปฏิบัติการจำนวนมากเข้าด้วยกัน
ก้าวที่ต้องเดินของนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมไทย
ภาครัฐควรตั้งเป้าการดำเนินมาตรการไปที่การยกระดับผู้ประกอบการมากขึ้น และจำเป็นต้องเพิ่มระดับความจำเพาะของนโยบายให้สอดคล้องกับลักษณะ ปัญหา และศักยภาพของผู้ประกอบการแต่ละกลุ่ม แทนการใช้มาตรการแบบกว้างที่ให้ผลจำกัดต่อการยกระดับเชิงโครงสร้าง เพื่อให้เกิดการสร้างงานที่ดี ทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการ
ปัญหาที่ผ่านมาไม่ใช่ไทยดึง FDI ไม่ได้ แต่คือไทยมักหวังให้การเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทานเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
ทั้งที่หลายกรณี เช่น อุตสาหกรรมใหม่อย่างแผงวงจรพิมพ์ High-Density Interconnect (HDI) PCB หรือเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ ยังมีอุปสรรคเรื่องทักษะ มาตรฐาน และบริการสนับสนุนเฉพาะทาง รัฐจึงควรใช้มาตรการส่งเสริมเพื่อเร่งให้การลงทุนเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทยอย่างแนบแน่น ทั้งผ่านการพัฒนาผู้ผลิตไทย การวิจัยร่วม และการยกระดับทักษะแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม
พร้อมกันนั้นต้องลดการพึ่งสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว แล้วหันมาสร้างปัจจัยสนับสนุนสาธารณะ (public inputs) ที่ SMEs ใช้ได้จริง เช่น ศูนย์บริการเทคโนโลยีและมาตรฐาน ตัวกลางด้านทักษะ บริการให้คำปรึกษาต้นทุนต่ำ เพื่อช่วยให้ธุรกิจยกระดับตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งบริษัทที่ปรึกษาราคาแพงเพียงลำพัง
นอกจากนี้ ไทยควรมีเจ้าภาพหลักแยกตามรายอุตสาหกรรมที่มีอำนาจประสานงานจริง เพราะการพัฒนาอุตสาหกรรมนั้นเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ตั้งแต่การลงทุน ทักษะ วิจัย มาตรฐาน กำกับดูแล ไปจนถึงการเข้าตลาด หากดำเนินนโยบายแบบต่างคนต่างทำ นโยบายย่อมไม่เกิดผลต่อเนื่อง
กลไกที่ต้องมีจึงไม่ใช่เพียงคณะกรรมการระดับยุทธศาสตร์ภาพกว้าง แต่ต้องมีคณะทำงานระดับปฏิบัติการที่รวมรัฐ เอกชน และวิชาการเข้ามาร่วมกันวิเคราะห์ ติดตามผล และปรับนโยบายอย่างสม่ำเสมอ
พร้อมใช้ตัวชี้วัดและระบบข้อมูลที่วัดผลลัพธ์ด้านผลิตภาพ การเชื่อมโยงในประเทศ และคุณภาพของงานร่วมกัน เพื่อให้รัฐทำหน้าที่เป็นผู้จัดการการเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ประกาศนโยบายแต่เพียงเท่านั้น
เมื่อมาตรการที่มีอยู่ไม่อาจพาเราไปไกลกว่าเดิม Productivism จึงเป็นทางออกเพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างที่จะทำให้อุตสาหกรรมไทยกลับมาเติบโตอีกครั้ง และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการคืนชีพ จากประเทศที่เคยถูกมองว่าเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชีย สู่เศรษฐกิจ ที่เติบโตอย่างมีคุณภาพ และแข่งขันได้ในเวทีโลก





