เวลามองมาที่แผนที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยมักเชื่อเสมอว่าประเทศเราเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ ทั้งจากตำแหน่งภูมิศาสตร์ที่ตั้ง ขนาดเศรษฐกิจและประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา
ล่าสุดมีรายงาน Global Opportunity Index 2026: Growth Markets in Southeast Asia เกี่ยวกับการวิเคราะห์โอกาสการลงทุนในตลาดที่เติบโตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การวิเคราะห์ครอบคลุมประเทศกำลังพัฒนา (Developing Economies) และมีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง (ประมาณ 4%) ได้แก่ ประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และลาว โดยไม่มีประเทศสิงคโปร์ เพราะนับเป็นประเทศพัฒนาแล้ว
แต่ที่น่าแปลกใจคือ รายงานนี้ไม่มีประเทศไทยในการศึกษา ด้วยเหตุผลว่ารายงาน “เลือกเฉพาะประเทศที่โตเร็ว (Growth Markets)” ซึ่งไทยไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนครั้งสำคัญว่าประเทศกำลังหลุดจากแผนที่การลงทุนโลกหรือไม่
รายงานนี้อธิบายเหตุผลว่าทำไมเงินทุนจึงไหลไปบางประเทศมากกว่าประเทศอื่น โดยใช้กรอบ 5 มิติ ได้แก่ บรรยากาศการทำธุรกิจ โครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบการเงิน คุณภาพสถาบัน และการเชื่อมโยงกับโลก โดยดัชนี GOI ที่สร้างขึ้นจากรอบแนวคิดดังกล่าวสามารถอธิบายความแตกต่างของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้มากกว่าสองในสามของความแปรปรวนทั้งหมด
หรือพูดง่ายๆ ได้ว่าถ้าเราดูว่าประเทศไหนได้เงินลงทุนเยอะหรือน้อยต่างกันเพราะอะไร ดัชนี GOI อธิบายได้ประมาณ 66% ของคำตอบทั้งหมด ประเด็นสำคัญคือ “โครงสร้างเชิงสถาบัน” มีบทบาทกำหนดทิศทางของทุนในระดับโลกอย่างมีนัยสำคัญ
แนวคิดนี้สอดคล้องกับงานของ Douglass North ที่มองว่าสถาบันคือกฎของเกม (rules of the game) ซึ่งกำหนดแรงจูงใจของผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจ และในโลกที่ทุนเคลื่อนที่ได้สูงขึ้น กติกาเหล่านี้ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น
การศึกษานี้พบว่า จุดแข็งของภูมิภาคนี้คือ “economic fundamentals” และ “financial deepening” กล่าวคือ เศรษฐกิจมีพลวัตสูงและระบบการเงินกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว สิ่งนี้ทำให้ภูมิภาคสามารถรองรับการไหลเข้าของทุนได้ดี อย่างไรก็ตาม รายงานก็ชี้ให้เห็นจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่สำคัญ
โดยเฉพาะ คุณภาพของสถาบันรัฐ ซึ่งยังคงล้าหลังในหลายประเทศ ปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความแน่นอนของกฎระเบียบ ยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญในการดึงดูดการลงทุนระยะยาว
ปัญหาเชิงสถาบันนี้ที่ทำให้ระบบไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับพลวัตทางเศรษฐกิจ และหากใช้กรอบของ Acemoglu และ Robinson หลายประเทศยังคงอยู่ในสภาวะที่มีสถาบันแบบเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม (extractive institutions) มีบทบาทมากกว่าสถาบันแบบเปิดกว้างและมีส่วนร่วม (inclusive institutions)
การเปลี่ยนแปลงในระดับโลก โดยเฉพาะการลดลงของเงินลงทุนในจีน กำลังเปิดหน้าต่างโอกาสให้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นปรากฏการณ์ของการจัดสรรเงินทุนใหม่ (capital reallocation) ที่เกิดขึ้นเมื่อความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงไป โดยหลายประเทศมีความน่าลงทุน
เช่น เวียดนามมีความโดดเด่นด้านอัตราการเติบโตที่สูง อินโดนีเซียมีพัฒนาการด้านการเข้าถึงระบบการเงินอย่างก้าวกระโดด ขณะที่มาเลเซียมีสภาพแวดล้อมการลงทุนที่สมดุลและแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม ทั้งด้านสถาบัน เศรษฐกิจ และภาคการเงิน
ส่วนฟิลิปปินส์มีศักยภาพการเติบโตสูงและเปิดรับเศรษฐกิจโลกมากขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดด้านธรรมาภิบาลและบรรยากาศการทำธุรกิจ ส่วนกัมพูชาและลาวยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะด้านสถาบันรัฐและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งส่งผลให้ความน่าลงทุนโดยรวมยังต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
แต่ละประเทศสะท้อนโมเดลการพัฒนาที่แตกต่างกัน มาเลเซียเป็นตัวอย่างของประเทศที่มีระบบพร้อมสูง ขณะที่เวียดนามเป็นตัวแทนของประเทศที่เติบโตเร็วจากการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก อินโดนีเซียอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางที่มีทั้งขนาดตลาดและการพัฒนาเชิงสถาบัน ฟิลิปปินส์มีศักยภาพแต่ยังติดข้อจำกัดด้านโครงสร้าง ส่วนกัมพูชาและลาวยังอยู่ในช่วงตั้งต้นของการพัฒนา
แม้ประเทศไทยอาจไม่ได้อยู่ในรายงานฉบับนี้ แต่หากใช้กรอบเดียวกันวิเคราะห์ จะพบว่าไทยอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างน่ากังวล ในด้านดี ไทยมีจุดแข็งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการเงิน และฐานอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว แต่ในด้านการเติบโตและพลวัตทางเศรษฐกิจ ไทยกลับเริ่มชะลอตัวเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
เพราะไทยกำลังเผชิญกับปัญหาของการทำลายเชิงสร้างสรรค์ (creative destruction) ที่ไม่เกิดขึ้น กล่าวคือ โครงสร้างเศรษฐกิจเดิมยังคงอยู่ แต่ไม่สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ได้อย่างเพียงพอ
ในขณะเดียวกัน จุดอ่อนของไทยน่าจะอยู่ในมิติเดียวกับที่รายงานชี้สำหรับทั้งภูมิภาค นั่นคือ คุณภาพของสถาบันและบรรยากาศการทำธุรกิจ ปัญหาเรื่องความไม่แน่นอนของนโยบาย ความซ้ำซ้อนของกฎระเบียบ และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน ล้วนเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็น แต่มีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งนี้ทำให้ไทยตกอยู่ในสภาวะที่อาจเรียกได้ว่ากับดักความน่าลงทุนระดับกลาง (middle attractiveness trap) แม้จะมีพื้นฐานดีพอสมควร แต่ขาดความโดดเด่นที่จะทำให้เป็นตัวเลือกแรกๆ ของทุนโลก
ในเชิงเปรียบเทียบแล้ว เวียดนามกำลังสร้างแบรนด์ของประเทศที่กำลังเติบโตและเปิดกว้าง ขณะที่มาเลเซียมีภาพของระบบที่มีเสถียรภาพและมีความพร้อม ในขณะที่อินโดนีเซียสร้างสมดุลระหว่างขนาดและการพัฒนา แต่ไทยกลับยังไม่สามารถนิยามตัวเองได้อย่างชัดเจนในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป และมีความเสี่ยงจะหลุดจากแผนที่ลงทุนในโลกใหม่นี้





