วันอังคาร ที่ 14 เมษายน 2569

Login
Login

การเสพติดสื่อสังคมออนไลน์ในภาวะไม่ปกติ

การเสพติดสื่อสังคมออนไลน์ในภาวะไม่ปกติ

ข่าวใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คือเมื่อคณะลูกขุนในอเมริกาตัดสินให้ Meta และ Google มีความผิดทางกฎหมายในการออกแบบแพลตฟอร์มที่ทำให้ผู้ใช้ติดสื่อสังคมออนไลน์อย่างจงใจ

จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพจิตของผู้ใช้คนหนึ่งที่ใช้แอปเหล่านี้ตั้งแต่เด็ก

คำพิพากษานี้มิใช่เพียงข้อตัดสินทางกฎหมาย หากแต่เป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการถึงสิ่งที่หลายๆ คนสงสัยมานาน นั้นคือการไถหน้าจอแบบไม่มีสิ้นสุดนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ถูกออกแบบมาโดยเจตนา

ถึงแม้ข่าวดังกล่าวจะเน้นถึงผลกระทบของแอปสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ต่อสุขภาพจิตของเด็ก แต่จริงๆ ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็กอย่างเดียว ปัจจุบันจะพบเห็นผู้ใหญ่ ทั้งคนทำงาน คุณพ่อคุณแม่ ผู้ที่เกษียณ หรือ แม้กระทั่งผู้บริหาร ที่ตกอยู่ในกับดักเดียวกัน

ที่ใช้เวลากับการไถฟีดต่างๆ อย่างไม่รู้ตัว และยิ่งช่วงสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในประเทศ การเสพติดต่อสื่อสังคมออนไลน์ก็จะยิ่งทวีมากขึ้น

กลไกการของสื่อสังคมออนไลน์ที่ทำให้คนเสพติดนั้นไม่ได้ซับซ้อนแต่อย่างใด สื่อสังคมออนไลน์ถูกออกแบบโดยเจตนาที่ทำให้ผู้ใช้งานไถหรือเลื่อนอย่างไม่มีสิ้นสุด เนื่องจากไม่มีจุดยุติ หรือ Stopping Cues ซึ่งเป็นจุดที่เมื่อเราถึงจุดดังกล่าวจะเป็นเสมือนการสั่งให้สมองเราหยุดพักและไปทำอย่างอื่น (เหมือนกับอ่านหนังสือจบบท หรือ ดูซีรีส์จบตอน) 

ยิ่งการ Pull-to-Refresh ฟีดที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี ยิ่งทำให้ได้เจอโพสต์ใหม่ๆ ตลอดเวลา ขณะเดียวกันผู้ใช้งานก็มีความตื่นเต้นและรอคอย เนื่องจากไม่รู้ว่าทางแพลตฟอร์มจะส่งโพสต์ใดมาให้ดูต่อ ซึ่งก็เปรียบเสมือนกลไกทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Intermittent Reinforcement ที่เป็นการให้สิ่งเร้าในรูปแบบที่คาดเดาไม่ได้ ทำให้คนเกิดการเสพติดกับเรื่องราวใหม่ๆ ที่จะขึ้นฟีดมา 

ยิ่งมีอัลกอริทึมแนะนำโพสต์ต่างๆ ที่เหมาะสมกับคนดูยิ่งช่วยทำให้คนเสพติดกับหน้าจอนานขึ้นเรื่อยๆ มีการพบว่าในทุกครั้งที่มีเรื่องราวใหม่ๆ ที่ผู้ใช้งานสนใจ ตื่นเต้น สมองก็จะหลั่งโดปามีนที่ทำให้คนรู้สึกดีและมีความสุข และสุดท้ายพฤติกรรมในการเช็คสื่อสังคมออนไลน์ก็กลายเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติที่ทำไปโดยไม่รู้ตัว

การไถหน้าจอสื่อสังคมออนไลน์ สามารถดำเนินเป็นชั่วโมงๆ ได้โดยไม่รู้ตัว จนหลายคนบ่นว่าเวลาในแต่ละวันหมดไปอย่างรวดเร็วโดยที่รู้สึกเหมือนกับไม่ได้ทำอะไรเลย ยิ่งเมื่อเสพติดแล้วจิตใจก็คุ้นชินกับการถูกกระตุ้นจากสื่อดิจิทัลจนไม่สามารถจดจ่อกับงานที่ต้องอาศัยสมาธิและงานที่มีความลึกซึ้งและละเอียดได้

ยิ่งในภาวะสงครามที่มีแต่ความไม่แน่นอนตลอดเวลา ยิ่งทำให้การเสพติดสื่อสังคมออนไลน์มีมากขึ้น เมื่อมีสงคราม ภาวะวิกฤต ความไม่แน่นอน คนจะมีแรงกระตุ้นที่จะต้องรีเฟรชฟีดอยู่ตลอดเวลา คนจะหาข้อมูลอย่างย้ำคิดย้ำทำมากขึ้น เนื่องจากสมองตีความไว้ว่าการมีข้อมูลมากคือหนทางสู่ความปลอดภัย 

มีงานวิจัยในช่วงโควิด19 ที่พบว่าความกังวลเกี่ยวกับโรคระบาดทำให้คนเสพสื่อต่างๆ มากขึ้น (ทั้งสื่อแบบดั้งเดิมและสื่อสังคมออนไลน์) และยิ่งเสพสื่อมากขึ้น ยิ่งทำให้เครียดและกังวลมากขึ้น ในช่วงของความไม่แน่นอน การเสพสื่อสังคมออนไลน์มากๆ ไม่ได้ช่วยลดความเครียด แต่กลับทำให้ความเครียดเพิ่มมากขึ้น

มีงานศึกษาที่พบว่าการเสพแต่ข่าวร้ายอย่างต่อเนื่อง มีความเชื่อมโยงกับอาการปวดหัว กล้ามเนื้อตึง คลื่นไส้ การนอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง และความเหนื่อยล้าเรื้อรัง

การเสพติดสื่อสังคมออนไลน์นั้น สามารถนำไปสู่ภาวะสมองเปื่อย สมองเน่า หรือ ที่เรียกกันว่า Brain Rot ได้ ซึ่งอาการที่มักจะพบ คือ สมาธิสั้น ความจำแย่ลง อารมณ์แปรปรวน ดังนั้น ความสามารถในการไม่เสพติดหรือใช้เวลากับสื่อสังคมออนไลน์ที่มากเกินไป (โดยเฉพาะช่วงของความไม่แน่นอน) จะเป็นทางเลือกอย่างมีสติของแต่ละคนที่จะปกป้องสุขภาพจิตและร่างกายของตนเอง