วันพุธ ที่ 15 เมษายน 2569

Login
Login

‘น้ำ’ สู้กับ ‘น้ำมัน’ ในศึกอิหร่าน

‘น้ำ’ สู้กับ ‘น้ำมัน’ ในศึกอิหร่าน

ความสนใจของผู้คนในเรื่องสงครามอิหร่านที่เริ่มต้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ดูจะอยู่ที่เรื่องการสู้รบทำลายล้างกันและน้ำมันเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ดี มีสิ่งหนึ่งที่ถูกมองข้ามถึงแม้จะเป็น “ยาดำ” สอดแทรกอยู่ในกลยุทธ์ของสงครามครั้งนี้ นั่นก็คือ น้ำ (น้ำดื่มและน้ำใช้ประจำวันของพลเมือง) ลองมาดูกันว่าน้ำมีความสำคัญอย่างไร

ประเทศที่เป็น “ตัวละคร” ในภูมิภาคตะวันออกกลางก็คือกลุ่มประเทศที่เรียกกันว่า Gulf Countries ซึ่งตั้งอยู่ใกล้และรอบอ่าวเปอร์เซียอันได้แก่ UAE (ประกอบด้วย 7 รัฐ ซึ่งใหญ่สุดคือ อาบูดาบี และดูไบ) / ซาอุดีอาระเบีย/ อิหร่าน/ อิรัก/ กาตาร์/ คูเวต/ โอมาน และบาห์เรน 

ภูมิศาสตร์คร่าว ๆ ของพื้นที่นี้ก็คือถัดมาจากทวีปแอฟริกาทางด้านตะวันออกมีทะเลแดงกั้นอยู่ เมื่อข้ามไปก็เป็นคาบสมุทรยาวลงมา จาก ข้างบนสุดไล่ลงมาได้แก่ อิสราเอล/ จอร์แดน และซาอุดีอาระเบีย

ส่วนทางตะวันออกก็คืออ่าวเปอร์เซีย บนชายฝั่งของอ่าวนี้ด้านตะวันตกได้แก่คูเวต/ บาเรนห์/ กาตาร์/ UAE/ โอมาน และเยเมน ส่วนฝั่งตะวันออกของอ่าวก็คืออิหร่าน ปากอ่าวที่ขนน้ำมันออกไปสู่โลกก็คือช่องแคบ Hormuz

ถึงแม้ใต้ทะเลทรายของประเทศเหล่านี้จะมีปริมาณน้ำมันอยู่มหาศาล แต่สิ่งที่ขาดแคลนที่สุดก็คือน้ำ จึงมีการนำน้ำทะเลมาแปรเปลี่ยนเป็นน้ำจืด (desalination) พูดง่าย ๆ ก็คือ ทำให้น้ำมันเป็นเงินและเอาเงินมาเปลี่ยนน้ำทะเลเป็นน้ำจืด ทั้งกลุ่ม Gulf Countries รวมกันผลิตน้ำจืดด้วยวิธีนี้ประมาณ 40% ของทั้งโลกโดยมีโรงงานผลิตมากกว่า 400 แห่ง 

ซาอุดีอาระเบียซึ่งมีประชากร 35 ล้านคน ผลิตมากสุดในโลกคือ 17 ล้านคิวบิกเมตรต่อวัน UAE/ คูเวต/ กาตาร์ และบาห์เรน พึ่งพิงน้ำจืดจากโรงงานอย่างยิ่ง ความเป็นความตายของประชาชนใน Gulf Countries 200 ล้านคนขึ้นอยู่กับน้ำจากโรงงานเหล่านี้

บทบาทของน้ำในสงครามครั้งนี้จะชัดเจนขึ้นหากพิจารณากลยุทธ์สงครามของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายสหรัฐใช้วิธีการกดดัน (อ้างว่าเพื่อเปลี่ยนกลุ่มอำนาจที่ครอบงำมายาวนานเพื่อปลดปล่อย ชาวอิหร่าน ) แต่ไม่เป็นสงครามเต็มรูปแบบ ในตอนแรกใช้พลังทางอากาศโจมตีเป้าหมายทางทหารเป็นจุด ๆ อย่างแม่นยำ อย่างรุนแรง เพื่อข่มขวัญและสังหารผู้นำอิหร่านแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ 

ล่าสุดเห็นชัดว่าพยายามหลีกเลี่ยงการทำลายโครงสร้างการผลิตน้ำมัน ใช้การเจรจาเพื่อหยุดยิงและใช้ “น้ำลาย” ของทรัมป์ในการข่มขู่ (ซึ่งเป็นเรื่องที่ถนัดและชอบมาก) และการบลัฟ ที่น่าสังเกตเป็นพิเศษก็คือ หลีกเลี่ยงการทำลายโรงผลิตน้ำจืดอย่างที่สุด

โดยสรุปก็คือพยายามลดความสามารถของอิหร่านในด้านการทำสงคราม โดยไม่ล้ำเส้นจนเกิดสงครามเต็มรูปแบบ ไม่บุกยึดดินแดนแบบที่เคยทำมา และที่สำคัญคือเน้นการเปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของทั้งโลกต้องผ่านเส้นทางนี้เพื่อออกไปสู่การกลั่นทั่วโลก

ซึ่งล่าสุดก็ทำไม่ได้ดีเพราะอิหร่านต่อสู้อย่างได้ผลในการควบคุมปิดช่องแคบ นอกจากนี้ก็พยายามไม่ให้อิหร่านใช้น้ำมันเป็น “อาวุธ ” ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ตลอดจนพยายามใช้เครื่องมือทางการค้าและการเงินกีดกันเพื่อให้เศรษฐกิจอิหร่านอ่อนแอ

ฝ่ายอิหร่านนั้นตระหนักว่าสู้สหรัฐไม่ได้เลยในด้านพลังทหาร จึงใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “asymmetric endurance” คือต่อสู้ในรูปแบบนอกรีต ไม่เผชิญหน้าโดยตรง ใช้หลายกลุ่มทหารติดอาวุธ ไม่ได้มุ่งเอาชนะเบ็ดเสร็จ มุ่งเอาตัวรอด รบอย่างยืดเยื้อเพื่อให้สหรัฐหมดความมุ่งมั่นทางการเมืองในการรบ พยายามทำให้สงครามเป็นสิ่งที่ “แพง” มากสำหรับสหรัฐ 

นอกจากนี้ อิหร่านใช้โดรนทั้งถูกและแพง รวมทั้งจรวดที่แม่นยำ และที่แปลกคือฐานยิงจรวดอยู่ใต้ดิน และมีบังเกอร์กระจายไปทั่วสามารถติดต่อกันใต้ดินได้ ดังที่เรียกว่า “missile cities” อีกทั้งกระจายศูนย์บัญชาการไม่รวมไว้ที่เดียวซึ่งทำให้เป็นจุดอ่อน

นอกจากนี้อิหร่านยังมีกลุ่มติดอาวุธ Hezbollall (ในเลบานอนคู่อริของอิสราเอล) Houthis ในเยเมน และกลุ่มอื่น ๆ ในอิรักและซีเรียพยายามเปิดศึกหลายด้าน 

กลยุทธ์สำคัญหนึ่งคือควบคุมช่องแคบ Hormuz เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและเพิ่มแรงกดดันพันธมิตรของสหรัฐ พยายามสั่นคลอนเศรษฐกิจโลกเพื่อให้เป็นปัญหาระดับโลก

ที่ชัดเจนก็คือทั้งสองฝ่ายในขณะนี้ไม่ต้องการสงครามเต็มรูปแบบ และสำคัญมากคือหลีกเลี่ยงการทำลายแหล่งผลิตน้ำจืดเพราะการขาดแคลนน้ำก่อให้เกิดผลรุนแรงต่อพลเมืองที่ไม่ใช่ทหาร (Geneva convention ห้ามเรื่องการใช้น้ำเป็น “อาวุธ”) 

ผู้ทำลายจะสูญเสียความชอบธรรมอย่างมาก และหากบุกยึดดินแดนแล้วต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการหาน้ำให้ประชาชนใช้ ซึ่งเป็นเรื่องที่สาหัสมากเพราะน้ำเป็นสิ่งมีค่าในภูมิภาคนั้นอย่างยิ่ง (หากมนุษย์ขาดน้ำดื่ม 3-5 วัน ก็เสียชีวิตแล้ว) ประชากรกว่า 200 ล้านคนในบริเวณ Gulf Countries รวมกันต้องการน้ำดื่มน้ำใช้ไม่ต่ำกว่าวันละ 25-30 ล้านคิวบิกเมตร

น้ำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในสงครามครั้งนี้ การขาดแคลนน้ำมันมีผลในระยะปานกลางและยาว สามารถเก็บสต๊อกไว้ได้เป็นเดือน ทดแทนได้กับผู้ผลิตจากบริเวณอื่น แต่การขาดแคลนน้ำนั้นมีผลทันที สามารถปลุกคนในพื้นที่และในโลกขึ้นมาได้ง่าย เพราะเป็นเรื่องของมนุษยธรรมและความเป็นความตายของคนทุกวัย 

หากไปแตะต้องโรงงานผลิตน้ำจืดจะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์มากกว่าการทำลายโครงสร้างน้ำมันซึ่งเป็นที่คาดการณ์กันอยู่แล้ว

ทั้งสองฝ่ายจึงคุมเชิงสู้รบกันอยู่รอบ ๆ ประเด็นน้ำอย่างไม่เปิดเผย น้ำเป็น “ยุทธปัจจัย” ที่สำคัญยิ่งในบริเวณทะเลทรายโดยมาจากโรงงานผลิตน้ำจืดเกือบทั้งหมด

ถ้าสหรัฐจะให้ชนะครั้งนี้แบบเด็ดขาดก็คือ การบอมม์โรงงานทั้งกว่า 400 แห่ง และภายใน 3-5 วันก็เห็นผล แต่สหรัฐก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน การกระทำที่สิ้นคิดเช่นนี้ไม่ใช่จะเกิดขึ้นไม่ได้เพราะสหรัฐก็คุ้นกับการทำอะไรที่สิ้นคิดอยู่แล้วนับตั้งแต่บุกอิหร่านในครั้งนี้