สัปดาห์ที่แล้วเป็นสัปดาห์การแถลงนโยบายซึ่งจบไปแล้ว ต้องบอกว่าเอกสารประกอบการแถลงนโยบายเขียนได้ครอบคลุม ได้เนื้อหา อ่านแล้วเคลิ้ม แต่ที่ผมสะดุดคือคำว่า “เสถียรภาพ” ที่รัฐบาลย้ำและใช้บ่อยมาก
ทั้งในการให้สัมภาษณ์และในการแถลงนโยบาย คำนี้ปรากฏมากถึง 15 ครั้งในเอกสารแถลงนโยบาย ชี้ถึงความสำคัญที่รัฐบาลให้กับการรักษาเสถียรภาพ เพราะรัฐบาลมองเสถียรภาพในแง่นโยบาย คือการทำให้นิ่ง ไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อเป็นพื้นฐานของการเติบโต
ในทางเศรษฐศาสตร์ แนวคิดเช่นนี้อาจใช้ได้ในอดีต แต่ปัจจุบันประเทศต้องสู้กับแรงกระทบหรือช็อคต่างๆ ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงตลอด เพื่อให้ประเทศอยู่รอด ซึ่งความสามารถนี้มากับความพร้อมของประเทศที่จะเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่หยุดนิ่งหรือไม่เปลี่ยนแปลง
การย้ำเรื่องการรักษาเสถียรภาพในภาวะเช่นนี้ จึงชี้ถึงความต้องการของรัฐบาลที่จะรักษาระบบ โครงสร้าง และการจัดสรรผลประโยชน์อย่างที่มีอยู่เอาไว้ ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง แม้บางสิ่งชัดเจนว่าไม่ถูกต้อง ควรแก้ไข ไม่เป็นธรรม เป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ
การไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนหรือปฏิรูป เพื่อเพิ่มความสามารถให้กับคนในประเทศที่จะเติบโตและปรับตัว จะทำให้ประเทศยิ่งถอยหลัง จึงอยากให้รัฐบาลทบทวนความคิดนี้ และนี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
นโยบายรัฐบาลเป็นเอกสารสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุน เพราะนักลงทุนต้องการรู้ว่ารัฐบาลจะเข้ามาทำอะไร มีนโยบายอะไร จะบริหารประเทศแนวไหน รัฐบาลรู้ปัญหาที่ประเทศมีและควรแก้ไขหรือไม่ และพร้อมจะไปไกลแค่ไหนในการแก้ปัญหา
โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างและการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งสำหรับการแถลงนโยบายที่เพิ่งจบไปต้องบอกว่าได้ครบ ได้ทั้งสิ่งที่จะทำและไม่ทำ ผ่านคำพูดสองคำที่รัฐบาลใช้มากสุดในการแถลงนโยบาย คือ “พูดแล้วทำ” และ “เสถียรภาพ”
คำว่าเสถียรภาพปรากฏมากถึง 15 ครั้งในเอกสารแถลงนโยบาย ซึ่งการรักษาเสถียรภาพในแง่นโยบายหมายถึงการควบคุมดูแลให้นิ่ง ไม่มีความเสี่ยง ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งรัฐบาลพูดเรื่องนี้ชัดเจนไม่ว่าเสถียรภาพการคลัง เสถียรภาพเศรษฐกิจ เสถียรภาพต่างประเทศ
และถ้าอ่านระหว่างบรรทัดแนวคิดการรักษาเสถียรภาพก็มีอยู่ในทั้ง 5 กลุ่มยุทธศาสตร์เพียงแต่ไม่เขียนออกมาตรงๆ ชี้ถึงการให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพ ทั้งราคาพลังงาน ราคาสินค้าเกษตร สาธารณสุข สังคม ความมั่นคง และหลักนิติธรรม ทั้งหมดเพื่อเป็นฐานในการเติบโต
โดยมีเสถียรภาพทางการเมืองเป็นกลไกที่จะนำไปสู่เสถียรภาพด้านอื่นๆ คำถามคือรัฐบาลเข้าใจการรักษาเสถียรภาพในแง่การบริหารประเทศถูกต้องหรือไม่ หรือฟังมาผิด
เสถียรภาพคือ ภาวะที่สิ่งที่เกี่ยวข้องนิ่ง ไม่ผันผวน เป็นระเบียบ คาดการณ์ได้ ภาวะเช่นนี้สนับสนุนความสัมพันธ์หรือการทำธุรกิจแบบไปเรื่อยๆ เพราะทุกอย่างไม่เปลี่ยน คาดเดาได้ การรักษาเสถียรภาพในลักษณะนี้จึงหมายถึงการรักษาสิ่งที่มีอยู่ให้อยู่ต่อไป ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะดีถ้าระบบที่มีอยู่ดีและให้ประโยชน์กับทุกฝ่าย
แต่ถ้าระบบที่มีอยู่ไม่ดีและควรแก้ไข การเน้นเสถียรภาพเพื่อรักษาสิ่งที่ไม่ดีเอาไว้ก็จะเป็นจุดอ่อน เพราะจะรักษาสิ่งที่เป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ ยิ่งในภาวะปัจจุบันที่โลกมีแต่ความไม่แน่นอนและความสัมพันธ์ต่างๆเปลี่ยนเร็ว
เช่น จากโลกาภิวัตน์มาเป็นความแตกแยกทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงจึงจำเป็นและสำคัญมาก เพื่อรักษาประเทศและประโยชน์ที่ประเทศเคยได้รับเอาไว้
ด้วยเหตุนี้ นโยบายที่เน้นรักษาเสถียรภาพแบบเดิมในภาวะปัจจุบัน คือทำให้นิ่ง ไม่เปลี่ยนแปลง จึงอันตราย เพราะหมายถึง 1.รักษาระบบปัจจุบันที่ไม่ดีและเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตของเศรษฐกิจเอาไว้ ทำให้เศรษฐกิจจะไม่โตไม่ต่างกับปัจจุบัน ไม่สามารถบรรลุเป้าการขยายตัวร้อยละ 3 ต่อปีได้ ยกเว้นรัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจแบบขาดวินัยจนเกิดวิกฤติตามมา
2.ไม่มีการปฏิรูปเศรษฐกิจ ไม่ปรับโครงสร้าง ไม่เปลี่ยนความสัมพันธ์ในการจัดสรรทรัพยากรและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มโอกาสในการหารายได้และการเติบโตให้กับภาคเอกชนและประชาชน
ยังมองการเปลี่ยนแปลงเป็นศัตรูต่อ“เสถียรภาพ” ผลคือ ประเทศถอยหลัง ไม่มีโอกาสหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลาง และจะกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงในที่สุด
นี่คือสิ่งที่น่าห่วง ถอดความจากการแถลงนโยบาย ซึ่งหวังว่าคงเข้าใจผิด แต่ถ้าไม่ผิด คำถามคือทำไมรัฐบาลและผู้สนับสนุนจึงคิดเช่นนี้ เรื่องนี้ในอดีต ถ้ากลับไปช่วงสร้างประเทศเมื่อ 200 ปีก่อน ต้องยอมรับว่า การรักษาเสถียรภาพแบบเดิมโดยใช้อํานาจรัฐเป็นกลไกที่ทำให้ประเทศเติบโต
เพราะสมัยนั้นเศรษฐกิจไทยเรียบง่าย ทรัพยากรมีมากแต่ขาดแคลนคน เศรษฐกิจเติบโตด้วยผลผลิตเกษตร การค้ากับต่างประเทศ และอยู่กันด้วยความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ การควบคุมจึงง่าย
เป็นลักษณะนี้มาจนถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่เป็นช่วงแรกของการเติบโตของเศรษฐกิจไทยสมัยใหม่ การเติบโตของภาคธุรกิจ ระบบราชการและชนชั้นกลาง ซึ่งเกือบทุกประเทศในเอเชียก็โตมาในลักษณะนี้
แต่ถึงจุดหนึ่งทุกอย่างที่คุ้นชินก็ต้องเปลี่ยนเพราะโลกเปลี่ยน ซับซ้อนขึ้น ต้องการความเป็นระบบมากขึ้น การไม่เปลี่ยนคือการไม่ปรับตัว ไม่ปรับระบบ ทำให้ประเทศมีจุดอ่อน วิกฤติเศรษฐกิจเอเชียปี 2540 และการล่มสลายของระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ที่เป็นหลักยึดของเศรษฐกิจไทยมากว่า 20 ปีเป็นตัวอย่างที่ดี
หลังจากนั้นผู้นําหลายประเทศก็เปลี่ยนความคิด เช่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และล่าสุดเวียดนาม มุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ทั้งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม การศึกษา และระบบธรรมาภิบาล จนประเทศรุ่งเรืองแซงหน้าประเทศไทย
ขณะที่ของเรายังติดอยู่กับประโยชน์ของระบบเดิมไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ไม่ปฏิรูป จนเศรษฐกิจขยายตัวต่ำสุดในภูมิภาค กลายเป็นคนป่วยของเอเชีย ล่าสุดนโยบายรัฐบาลช่วงสี่ปีข้างหน้าก็ให้ความรู้สึกว่าจะยืนเรื่องนี้ต่อไป คือ ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอันตราย
“เสถียรภาพ” เป็นคำสวย มีพลัง ผมเองก็ใช้บ่อย แต่อยากเรียนผ่านรัฐบาลถึงผู้ที่เกี่ยวข้องว่า ในอดีต เสถียรภาพได้ช่วยรักษาระบบและประเทศเอาไว้ แต่ในปัจจุบันและสำหรับอนาคต
ประเทศจะอยู่ได้ก็ด้วย “เสถียรภาพ” ในความหมายใหม่ คือ ความพร้อมที่จะปรับตัวเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มความเข้มแข็ง (Resilience) ให้ประเทศอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืน ถ้าไม่ทำ ไม่ยอมเปลี่ยน ยังมองการปฏิรูปเป็นศัตรูต่อเสถียรภาพ ประเทศก็จะยิ่งเสื่อมถอยไม่มีอนาคต
นี่คือเหตุผลทำไมคนรุ่นใหม่รู้สึกผิดหวังกับผู้นํา ผิดหวังกับอีลีทของประเทศ ทางเลือกที่ดีกว่า คือ เปลี่ยนแปลงปฏิรูปเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ และถ้าทำได้ ประเทศจะไปโลดและเป็น วิน วิน กับทุกฝ่าย ที่สำคัญ จะเป็นการทำหน้าที่สาธารณะอย่างถูกต้องเพื่อส่งต่อประเทศและระบบที่ดีกว่าที่ได้รับมาให้กับลูกหลาน เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง





