ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นวิกฤติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ตั้งแต่การระบาดของโควิด 19 การเกิดสงครามที่ยูเครน ตามมาด้วยการเกิดสงครามที่อิหร่านและตะวันออกกลาง
ทำให้มีการตั้งคำถามว่า การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเช่นหุ้นนั้นจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด
ผมจึงได้นำข้อมูลดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ คือ S&P 500 ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา มาใช้วิเคราะห์ผลตอบแทนจากการถือหุ้นในช่วง 100 ปี ดังกล่าว (โดยนำเงินปันผลกลับไปลงทุนอย่างต่อเนื่องด้วย) ปรากฏว่า ผลตอบแทนต่อปีจะเฉลี่ยสูงถึง 10.5% ต่อปี และหากหักเงินเฟ้อออกไป ผลตอบแทนจริงจะอยู่ที่ 7.1% ต่อปี
แปลว่าหากลงทุนเพียง 100 เหรียญในปี 2469 (1926) แล้วได้ผลตอบแทนทุกปีประมาณ 10.5% ต่อปีไปเรื่อยๆ ครบ 100 ปีดังกล่าวข้างต้น เงินลงทุนจะงอกเงยไปอยู่ที่ 2.17 ล้านเหรียญในปี 2569 (2026)
แต่หากหักเอาเงินเฟ้อในช่วง 100 ปีดังกล่าวออกไป ก็จะได้ผลตอบแทนจริง มูลค่าเท่ากับ 95,200 เหรียญ ทำให้เห็นได้ว่า เงินเฟ้อเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากในการกัดกร่อนผลตอบแทนจากการลงทุน
คำถามคือ ในอดีต 100 ปีที่ผ่านมา หากเราประเมินจังหวะการลงทุนผิด แล้วไปลงทุนในช่วงก่อนสงคราม อะไรจะเกิดขึ้นกับผลตอบแทน หรือในอีกกรณีหนึ่งคือ การลงทุนในช่วงก่อนที่จะเกิดปัญหาเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อจะส่งผลตอบแทนผลกระทบต่อผลตอบแทนจากการลงทุนมากน้อยเพียงใด
ส่วนผลกระทบจากการลงทุนหากเกิดโรคระบาด (เช่นการระบาดของโควิด 19) เราคงยังไม่ลืมว่า วิกฤติดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเสียในระยะยาวกับการลงทุนแต่อย่างใด
๐ การลงทุนก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2482 (1939)
วิกฤติที่น่ากลัวมากที่สุดใน 100 ปีที่ผ่านมาคือ สงครามโลกครั้งที่ 2 ปี 2483-2488 (1940-1945) หากเราลงทุน 1000 เหรียญในปี 2482 ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เราคงคิดว่า จะต้องเผชิญกับการขาดทุนอย่างรุนแรง
แต่ปรากฏว่า หากใจแข็งไม่ยอมขายหุ้น และถือไปจนกระทั่งสงครามยุติลงในปี 2488 การลงทุน 1000 เหรียญในหุ้น S&P500 จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 1,966 เหรียญ
หากหักเงินเฟ้อออกไป มูลค่าจริงของการลงทุนดังกล่าวจะเท่ากับ 1,512 เหรียญ คือการลงทุนให้ผลตอบแทนจริงประมาณ 6.1% ต่อปี ทั้งนี้โดยการนำเอาเงินปันผลกลับไปลงทุนทุกปี (ภาพกราฟประกอบ)
๐ การลงทุนก่อนภาวะ Stagflation ในปี 2516 (1973)
ในอีกกรณีหนึ่งคือภาวะ Stagflation (เงินเฟ้อสูง แต่การขยายตัวของเศรษฐกิจต่ำ) ในช่วงปี 2516-2525 หากเริ่มลงทุน 1,000 เหรียญในหุ้น S&P 500 ในปี 2516 ผลปรากฏว่า มูลค่าหุ้นดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,912 เหรียญ ตอนปี 2525
ซึ่งดูเหมือนว่า จะให้ผลตอบแทนที่สูงพอใช้ได้ที่เฉลี่ยประมาณ 6.7% ต่อปี แต่ปรากฏว่า ในช่วงดังกล่าวเงินเฟ้อสูงมาก ทำให้ผลตอบแทนจริงเท่ากับ -78 เหรียญ
กล่าวคือ มูลค่าจริงของหุ้นจะลดลงเหลือเพียง 832 เหรียญ ผลตอบแทนในช่วง 10 ปี ดังกล่าวจึงเท่ากับ -16.8% ดังปรากฏในภาพ แปลว่าสำหรับการลงทุนในหุ้นนั้น Stagflation น่ากลัวกว่าสงครามอย่างมาก
ผมเขียนบทความนี้ ไม่ใช่เพื่อแนะนำให้ลงทุนในหุ้น เพราะการลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยง และมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องคำนึงถึงด้วย เช่น ประเด็นว่าหุ้น S&P500 ปัจจุบันราคาแพงเกินไปหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะคำนวณจาก พีอี (price to earnings ratio) และ/หรือ พีอีในอนาคต (forward price to earnings ratio) เป็นต้น
แต่ผมขอนำเสนออีกวิธีหนึ่งในการประเมินราคาหุ้นคือ การใช้เครื่องมือทางสถิติที่เรียกว่า การวิเคราะห์การถดถอย (Regression Analysis) ซึ่งในกรณีนี้ คือการนำดัชนี S&P 500 มาใช้คำนวณเส้น Regression ดังปรากฏเป็นเส้นลายปรุในรูป
เส้น regression ข้างต้นนั้น มีข้อสังเกตสำคัญ 3 ข้อคือ
1.มีค่า R2 สูง (0.966) แปลว่าเส้น regression มีความแม่นยำทางสถิติสูง
2.เห็นได้จากแกนตั้งว่า ความสัมพันธ์ระหว่างดัชนี S&P 500 กับจำนวนปีที่ลงทุนนั้น เป็นอัตราการขยายตัวแบบเร่งตัว (exponential)
3.นอกจากนั้น ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนี S&P500 โตเร็วกว่าการคาดการณ์ของ regression อย่างมีนัยยะสำคัญ ดังที่ผมได้วงเอาไว้ให้เห็นอย่างชัดเจนในรูป
แปลว่าปัจจุบันหุ้น S&P 500 มีราคาที่สูงมากกว่าการคาดการณ์จากความสัมพันธ์ในอดีต ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากคาดหวังที่สูงมากของนักลงทุนว่า เอไอจะสร้างกำไรเพิ่มขึ้นให้กับบริษัทต่างๆ ได้อย่างมากในอนาคตครับ





