ในสถานการณ์ที่ปรับเปลี่ยนได้แทบทุกชั่วโมง เดี่ยวจะหยุดตีกัน เดี่ยวจะลุยให้กลายเป็นนรก เดี่ยวกลับเป็นสันติภาพโลก มุมมองต่างๆ จากทีมงานจึงมีขึ้นมากมาย มีมากแต่ไม่มีเวลามา SWOT กันให้ได้คำตอบชัดเจน
ว่าอะไรควรเป็นอย่างไร SWOT กัน เพิ่ม Scenario กัน จนกระทั่งหมดเวลาไปกับการถกเถียงว่าจะเอาอย่างไรกันดี เถียงกันจบก็พอดีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอีก เลยไม่มีเวลาจะทำอะไรกันสักอย่างที่จะผ่อนหนักเป็นเบาจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ช้าๆ จะได้พร้าลำงาม คงไม่มีแล้วในยามนี้ ต้องมาตกลงกันว่า เราจะเถียงกันน้อยลง และเราจะให้เวลากับการทำมากขึ้น
การลงมือทำเรื่องใด ในยามที่ข้อมูลยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น ถูกได้ผิดได้ ดังนั้น เมื่อลดเวลาเถียงกันว่าจะทำอย่างไรดี แต่ลุยทำบางอย่างออกไปก็ต้องมีมาตรการที่จะลดความเสี่ยงในการทำแบบสุ่มสี่สุ่มห้า
ตั้งแต่เริ่มหาวิธีทำในการรับมือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้านั้น ไปจนกระทั่งถึงหนทางในการที่จะรู้ว่าต้องปรับเปลี่ยนวิธีทำที่ทำไปแล้ว ขั้นตอนง่ายๆ ที่จะเสนออาจช่วยให้บางทีมงาน มีเวลามากขึ้นในการทำ จากการลดเวลาในการเถียง
ถ้าจะรับมือเรื่องใด ให้เริ่มต้นด้วยการให้สมาชิกในทีมเสนอความเห็นของตนเองมาเลยว่า จะรับมือด้วยวิธีการใด ทำไมจึงเชื่อว่าวิธีการนั้นจะได้ผล และวิธีการที่เสนอมานั้นให้ระดับความน่าจะเป็นในการสร้างความสำเร็จในการรับมือเรื่องนั้นมากน้อยแค่ไหน ใครยังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรก็ฟังไปก่อน จนกว่าจะมีไอเดียว่าจะทำอย่างไร เพราะอะไร และมั่นใจแค่ไหน
อย่าเริ่มต้นด้วยการยกประเด็นปัญหาที่มาจากการเปลี่ยนแปลงเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นนั้น ทำอะไรสำคัญกว่าการวิเคราะห์ปัญหาไปสารพัดทิศทางที่จบลงด้วยคำถามมากมาย ที่โยนให้คนอื่นตอบ
วันนี้ใครเห็นปัญหา ใครคนนั้นต้องมีวิธีทำสำหรับปัญหานั้นด้วย การนำเสนอวิธีการรับมือสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ต่างคนต่างเสนอขึ้นมานั้น ต่างคนต่างเสนอ ไม่ต้องมีใครในทีมที่ทำตัวเป็น Reviewer วิจารณ์วิธีทำของคนนั้นคนนี้ว่ามีจุดอ่อนอย่างไร
ถ้าเห็นจุดอ่อนของคนอื่น ก็แค่เสนอวิธีทำของตนเองที่ปิดจุดอ่อนนั้นให้ได้ ในยามนี้อย่าหมดเวลาไปกับการวิจารณ์วิธีการของคนอื่น แต่ให้หมดเวลาไปกับการคิดวิธีการที่ตนจะเสนอให้ทีมพิจารณา โดยเป็นวิธีการที่เชื่อว่าไร้จุดอ่อนสำคัญ
หัวหน้าทีม หรือผู้บริหาร คือคนที่ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกวิธีใด โดยอาจเปิดโอกาสให้มีการนำเสนอเพิ่มเติมในการปรับปรุงวิธีการนั้นให้มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น แต่ไม่ใช่ “โต้แย้งและปฏิเสธ” มากที่สุดที่ยอมได้ในยามนี้คือ “วิธีการส่วนนี้สงวนสิทธิ์ที่จะเห็นด้วย” แต่ทุกคนต้องเดินหน้าตามวิธีงานที่หัวหน้าทีมตัดสินใจ
จะดีต่อการจัดการความรู้มาก ๆ ถ้าบันทึกไว้ด้วยว่าที่สงวนสิทธิ์ไม่เห็นด้วยนั้นมีอะไรบ้าง ทางเลือกทดแทนมีอะไรบ้าง หัวหน้าทีมอาจต้องสรุปว่าตนเองเชื่อว่าวิธีการนี้มีโอกาสประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ไม่จำเป็นต้องยืนยันจริงจังว่า เชื่อฉันเถอะ สำเร็จแน่ ๆ
ก่อนเดินหน้าตามวิธีการที่เลือกไว้ สรุปกันอีกครั้งว่า เราต้องการให้เกิดอะไรขึ้น เราตัดสินใจโดยเราทราบเรื่องใดบ้าง และเราไม่ทราบเรื่องใดบ้าง ถ้าวิธีการนี้ไม่ได้ผล เรามีทางเลือกสำรองไว้อย่างไรบ้าง
ลงมือทำตามวิธีการที่เลือกไว้ โดยกำหนดชัดเจนว่าจะทบทวนความสำเร็จของวิธีการนั้นเมื่อใด ลงมือทำไปแล้วให้ติดตามทันทีว่าได้ผลเป็นอย่างไร ต่างไปจากที่เราคาดหวังหรือไม่ หนทางที่จะปรับปรุงวิธีการให้มีประสิทธิผลมากขึ้นเป็นอย่างไร
ถ้าดูแล้วไปไม่ไหว หัวหน้าทีมก็ต้องสั่งการปรับเปลี่ยนอย่างเท่าทันสถานการณ์ ซึ่งถ้าไปไม่ไหวกับวิธีการที่เลือก ก็ย้อนกลับไปดูทางเลือกที่เตรียมไว้ แล้วตั้งวงเสนอการปรับปรุงให้ดีขึ้นอีกครั้ง
หลังจากได้บทเรียนจากที่ทำตามวิธีการเดิม อย่าเสียเวลาไปกับการเล่นงานคนเสนอวิธีการที่ไปไม่ไหว อย่าเสียศรัทธากับหัวหน้าทีมที่เลือกแล้วไปไม่รอด ยามนี้ไม่มีใครที่ถูกต้องเสมอ
ร่วมมือกันทำให้มากขึ้นอีกหน่อย ลดเรี่ยวแรงในการวิจารณ์ลงไปสักนิด ถ้าคิดจะไปรอดในยามนี้





