วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน 2569

Login
Login

วิกฤติสื่อสารในวิกฤติสงคราม

วิกฤติสื่อสารในวิกฤติสงคราม

ในยุค “รวยไม่ไหวแล้ว” ทุกคนกำลังประสบมรสุมจากวิกฤติสงครามที่ส่งผลกระทบรอบด้านถึงประเทศและแต่ละครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในท่ามกลางวิกฤติสงครามเรายังต้องเผชิญวิกฤติการสื่อสารของผู้นำและนักการเมืองซ้ำเติมเข้าไปอีก

นับเป็นความขมขื่นปนขบขัน ทำให้เกิดการล้อเลียนกันไปกว้างขวางไม่ต่างจากมีมเรื่องรวยไม่ไหวแล้วที่ปล่อยออกมาทั่วบ้านทั่วเมือง

เมื่อวันศุกร์ที่ 3 เมษายนที่ผ่านมามีรายการถ่ายทอดสดที่มีนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและตำรวจทหารออกมานั่งเป็นพระอันดับแถลงข่าวที่พอแถลงจบประชาชนคนดูก็ยังไม่ได้ความกระจ่างชัดใดๆ ที่พอจะเห็นความหนักแน่นเฉียบขาดในเรื่องการจัดการกับ “ไอ้โม่ง” ที่รัฐบาลปฏิเสธก่อนหน้านั้นว่าไม่มีๆ แต่แล้วก็ต้องมานั่งแถลงข่าวแบบน่าหดหู่

วิธีการแถลงข่าวแบบนี้เป็นเรื่องโบราณเต็มที ที่คิดว่าขนคนออกมาหน้าจอแล้วจะเพิ่มความน่าเชื่อถือ รัฐมนตรีที่มาก็พูดแค่ไม่กี่ประโยคแบบไม่ค่อยรู้เรื่องแล้วโยนให้ตำรวจทหารแจงรายละเอียดแบบวกวนซ้ำซากที่สุดท้ายก็ไม่รู้อยู่ดีว่า“ไอ้โม่ง”เป็นใคร

ในยามนี้ประชาชนไม่อยากรู้ว่าเรือไปลอยลำอยู่ที่จังหวัดไหน น้ำมันหายไปกี่ลิตร มีคลังกี่แห่ง เขาอยากให้เปิดชื่อออกมาว่าใครทำผิด จัดการแล้วหรือยัง ลงโทษอย่างไร เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

 แถลงข่าวแนวนี้ก็เดาได้ว่าหลังจากนี้เรื่องจะเงียบหายไปโดยไม่รู้ว่ามีการลงโทษจับกุมใครหรือวิ่งเต้นจ่ายกันเท่าไร ประเภท “รู้หมดแต่จับไม่ได้” แถลงข่าวแบบนี้จึงโบราณและไม่ใช่การสื่อสารในยามที่ประเทศเผชิญภาวะวิกฤติที่ต้องการความชัดเจนอย่างยิ่งเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้ประชาชนตาดำๆ

สื่อสารในยุควิกฤติไม่ต้องเอาพระอันดับมานั่งแถลงข่าว นายกรัฐมนตรีคนเดียวพอ แต่ต้องทำการบ้านมาเยอะๆ และแสดงความเฉียบขาดประเภท “ข้อมูลอยู่ในมือหมดแล้ว ผมจะติดตามเป็นรายวัน จะลงไปดูด้วยตัวเองและจะรายงานประชาชนทันทีที่พบคนผิด”

เขาไม่อยากฟังว่า “สั่งการไปแล้ว” “มอบหมายไปแล้ว” หรือแบบที่ตำรวจพูดว่า “กำลังรวบรวมหลักฐานพยานเพิ่มเติม” “จะดำเนินการอย่างเคร่งครัด” หรือ “อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผล” เพราะไม่มีอะไรดีขึ้นและฟังมาจนเบื่อ

สื่อสารในภาวะวิกฤติต้องไม่พูดพล่อยไปก่อนที่จะมีข้อมูลหรือหลักฐานที่ชัดเจน ประเภทที่ยืนหน้าบันไดมีกองทัพไมค์จ่อปากแล้วพยายามพูดทุกเรื่องโดยไม่ทำการบ้านมานั้นควรจะเลิกเสียที

ดูตัวอย่างประเทศที่พัฒนาแล้วว่าเขาสื่อสารกับประชาชนอย่างไรจะได้ไม่ต้องมาขอโทษหรือแก้ตัวกันบ่อยๆ ถ้าไม่มั่นใจให้หาคนที่รู้จริงมาพูดแทนแต่ให้นโยบายว่าต้องพูดให้ชัด สั้น ไม่ใช่พูดพล่ามแบบซื้อเวลาหรือแบบเอาตัวรอดไปวันๆ

สื่อสารในภาวะวิกฤติต้องไม่ลูบหน้าปะจมูก การลงพื้นที่ไปตรวจตลาดแล้วยกคนไปเป็นโขยงแล้วบอกว่าของไม่ขาดไม่มีการขึ้นราคานั้นเชยมาก เลิกทำเสียที จะไปก็ไปคนเดียว ไม่ต้องมีคนล้อมหน้าล้อมหลังหรือส่งสัญญาณไปบอกพื้นที่ล่วงหน้า เรื่องการค้าน้ำมันเถื่อนในทะเลจะมีวิกฤติหรือไม่มีก็ทำกันอยู่ปกติเป็นขบวนการอยู่แล้ว ประชาชนรู้กันทั่ว ไม่ต้องแถลงข่าว ไปจับเลย

ในยามวิกฤติที่จะลากยาวไปไม่น้อยกว่า 1-2 ปีนับจากนี้ ผู้นำต้องปรับการสื่อสารใหม่ อย่างแรกเลยคือ สื่อสารภาพในอนาคต ซึ่งอาจจะไม่ใช่อนาคตที่สดใส แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า รัฐบาลมองสถานการณ์อย่างไร จะตั้งรับอย่างไร เพื่อให้ประชาชนรับมือกับชีวิตแต่เนิ่นๆ

เรื่องนี้ต้องหมั่นสื่อสาร เพราะนับจากนี้จะไม่มีข่าวดี โดยเฉพาะเมื่อประเทศจะก้าวเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจโตต่ำและเงินเฟ้อสูง (Stagflation) ในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน ซึ่งจะเป็นสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยากลำบากเป็นที่สุด

สื่อสารโดยลำดับความสำคัญของเรื่องที่จะสื่อสาร ไม่ต้องพูดทุกเรื่องที่นักข่าวถามหากพิจารณาแล้วว่าเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง ต้องรู้จัก first things first ขณะนี้ประเทศเรากำลังเผชิญวิกฤติจากภายนอกคือเรื่องสงคราม วิกฤติภายในคือเรื่อง ฝุ่น PM 2.5 ก็ควรจะใส่ใจสื่อสารในเรื่องสำคัญเหล่านี้ ละวางเรื่องไม่สร้างสรรค์โดยเฉพาะเรื่องการเมืองที่นักข่าวชอบถามนำ

เมื่อถูกถามอาจจะเลี่ยงไปว่า “เรื่องการเมืองเอาไว้ก่อน ตอนนี้ขอสื่อสารเรื่องวิกฤติฝุ่น PM 2.5 ซึ่งรัฐบาลจะดำเนินการอย่างนี้......” ทำเช่นนี้นายกรัฐมนตรีจะมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพนักข่าวบ้านเราให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ อย่าไปแคร์ว่าวันรุ่งขึ้นเขาจะพาดหัวข่าวว่า “นายกฯ รูดซิปปากเลี่ยงพูดเรื่องพรรคร่วม” คนเขารู้ว่าคุณภาพสื่อบ้านเราเวลานี้เป็นอย่างไร

สื่อสารโดยเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง การสื่อสารในภาวะวิกฤติเช่นนี้ยากมาก ประชาชนขาดกำลังใจ หากถูกกระหน่ำด้วยการสื่อสารที่ด้อยคุณภาพ เรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้เสมอ ต้องบอกทั้งข่าวร้ายและข่าวดีที่ไม่ค่อยมีเท่าไรกับประชาชนเป็นระยะๆ ด้วยข้อมูลที่หนักแน่นชัดเจน

อย่าให้ประชาชนช็อกเหมือนขึ้นราคาน้ำมัน เอาใจประชาชนมาใส่ใจตัวเองว่าขณะนี้คนวิตกกังวลอะไร คาดหวังเรื่องอะไร การสื่อสารที่ดีจากผู้นำและภาครัฐจะทำให้ประชาชนไม่ต้องไปพึ่งโซเชียลมีเดียที่นับวันจะวิ่งแซงหน้ารัฐบาลไปแล้วทุกด้าน

ความยากอย่างหนึ่งของการสื่อสารสำหรับนายกรัฐมนตรีคือ ต้นทุนความน่าเชื่อถือที่ประชาชนมีต่อท่านนั้นค่อนข้างต่ำ การจะสื่อสารอะไรๆ ออกไปจึงทำให้ประชาชนเคลือบแคลงใจ ประชาชนไม่เชื่อที่ท่านสื่อสารว่า “ข้าราชการไม่ทุจริต”

เท่าๆ กับที่ไม่เชื่อว่าท่านไม่เคยโยกย้ายข้าราชการเพื่อประโยชน์ทางการเมือง รวมทั้งแคลงใจที่ท่านตั้งผู้มีผลประโยชน์ทับซ้อนไปดูแลเรื่องวิกฤติพลังงาน 

อีกอย่างชนักปักหลังทั้งเรื่องฮั้ว สว. และเรื่องที่ดินเขากระโดง เป็นชนักชิ้นใหญ่ที่ลดทอนความน่าเชื่อถืออย่างมาก ยังไม่นับการครอบงำจากบ้านใหญ่ของบ้านใหญ่อีกด้วย การสื่อสารแบบไตร่ตรองและยั้งคิดจึงยิ่งสำคัญเป็นทวีคูณ

ดูการปราศรัยเดี่ยวของลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ที่ไม่ต้องมีพระอันดับเมื่อวันที่ 2 เมษายน ที่บอกความจริงกับประชาชนถึงสถานการณ์สงคราม มาตรการรัฐ ผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนและการเตรียมตัว รวมทั้งขอความร่วมมือจากประชาชน 

เป็นคำปราศรัยที่เรียบง่ายกระชับหนักแน่น ชัดเจนตรงไปตรงมายิ่งในเวลาเพียง 10 นาที แม้จะไม่มีข่าวดีแต่ก็ทำให้รู้ว่ารัฐบาลกำลังทำอะไร ประชาชนจะเจออะไรและต้องเตรียมตัวอย่างไร ขณะที่ประชาชนคนไทยกำลังรอข้อมูลเหล่านี้จากนายกรัฐมนตรีเช่นกันแต่กลับได้ยินเรื่องไอ้โม่ง

ดูการสื่อสารของผู้นำของเขาแล้วก็ปลงอนิจจังกับชะตากรรมของประเทศ เท่ากับที่ปลงสังเวชกับตัวเอง