วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน 2569

Login
Login

เกมดิจิทัลกับรัฐบาลใหม่

เกมดิจิทัลกับรัฐบาลใหม่

ขอต้อนรับรัฐบาลใหม่ (ที่เราทุกคนคุ้นเคย) เข้าสู่โลกที่ยุ่งเหยิงขึ้นทุกวัน นับเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของรัฐบาลบ้านใหญ่ แม้พรรคภูมิใจไทยได้พยายามเน้นให้โอกาสกับคนรุ่นใหม่

แต่ลูกเทพก็มักมีประสบการณ์น้อย ควรต้องเพิ่มการทำความเข้าใจเกี่ยวกับความซับซ้อนของปัญหาและความเข้าใจวิกฤตการณ์โลกที่ซับซ้อนมากขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องมองยาวขึ้น ไกลขึ้น

แต่จุดอ่อนของพรรคบ้านใหญ่อยู่ที่ความไม่สันทัดด้านนโยบายสาธารณะ เพื่อเตรียมพร้อมรับอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อย่าให้ซ้ำรอยตัวอย่างความไม่พร้อมของประเทศไทยในปัจจุบันก็คือ ความไม่พร้อมในด้านพลังงานปล่อยให้มีความพึ่งพิงแหล่งพลังงานบางแหล่งในต่างประเทศสูง ทั้ง ๆ ที่เรามีพลังงานแสงอาทิตย์เหลือเฟือ

ในวันนี้จึงจะขอพูดถึงการเตรียมพร้อมสำหรับเกมดิจิทัล หรือจะเรียกให้ทันสมัยก็ คือ “ภูมิรัฐศาสตร์ด้านดิจิทัล” ซึ่งกำลังก่อตัวขึ้นและจะทำให้เกิดปัญหาทางเลือกในอนาคต แต่ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจกับองค์ประกอบต่าง ๆ ในโลกดิจิทัลเสียก่อน

หากพิจารณาในเชิงประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจโลกเริ่มก้าวเข้าสู่ “ระบบดิจิทัล” ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2510-2520 (1970-1980) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เริ่มถูกนำมาใช้ในองค์กรธุรกิจ หน่วยงานรัฐ และภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ

การเปลี่ยนผ่านในช่วงนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำเครื่องมือใหม่มาใช้ แต่เป็นการเปลี่ยน “รูปแบบของข้อมูล” จากระบบอนาล็อก (analog) ไปเป็นระบบดิจิทัล (digital) ซึ่งใช้รหัสตัวเลข 0 และ 1 เป็นพื้นฐาน 

ความแตกต่างสำคัญของข้อมูลดิจิทัลอยู่ที่ความสามารถในการจัดเก็บ ทำซ้ำ และประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงกว่าระบบเดิมอย่างมาก ข้อมูลหนึ่งชุดสามารถถูกใช้ซ้ำได้โดยมีต้นทุนเกือบเป็นศูนย์ และสามารถส่งต่อไปยังระบบอื่นได้โดยไม่สูญเสียคุณภาพ

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 2530 (1990) เมื่อเกิดอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายของเครื่องมือที่เชื่อมโยงโลกและส่งข้อมูลดิจิทัลที่อยู่กระจัดกระจายจำนวนมหาศาลให้สามารถเชื่อมโยงกันภายในเวลาที่รวดเร็ว อินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ และการพัฒนา World Wide Web ทำให้การเข้าถึงข้อมูลเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนทั่วไป 

อินเทอร์เน็ตเป็น “เครือข่ายของเครือข่าย” (network of networks) ซึ่งประกอบด้วย ระบบย่อยจำนวนมากที่เชื่อมต่อกันผ่านมาตรฐานเดียวกัน องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ สายเคเบิลใต้น้ำ เครือข่ายโทรคมนาคม และระบบกำหนดเส้นทางข้อมูล

อินเทอร์เน็ตไม่ได้เพียงเพิ่มช่องทางการสื่อสาร แต่ได้เปลี่ยน “โครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ” โดยส่วนใหญ่ของข้อมูลอินเทอร์เน็ตผ่านสายเคเบิลใต้น้ำซึ่งแต่เดิมเคยเป็นของบริษัทโทรคมนาคม เช่น AT&T ในปัจจุบันบริษัทบิ๊กเทคของสหรัฐ ได้แก่ Google Meta และ Microsoft ได้เริ่มเข้ามาครอบครอง

อินเทอร์เน็ตทำหน้าที่เสมือน “ระบบประสาท” ของเศรษฐกิจดิจิทัล กล่าวคือ เป็นโครงข่ายที่ทำให้ข้อมูลสามารถเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ข้อมูลไม่เพียงถูกเก็บไว้แต่ถูกแลกเปลี่ยนวิเคราะห์และนำไปใช้แทนที่

ทำให้ข้อมูลกลายเป็นความรู้และทรัพยากรทางเศรษฐกิจ แต่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครอบคลุมมากกว่าอินเทอร์เน็ต โดยรวมถึงศูนย์ข้อมูลคลาวด์ แพลตฟอร์ม และระบบปัญญาประดิษฐ์ 

การเชื่อมต่อดังกล่าวทำให้เกิดการลดต้นทุนธุรกรรม (transaction costs) อย่างมีนัยสำคัญ และเปิดโอกาสให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ เช่น การค้าขายออนไลน์ (e-commerce) และบริการดิจิทัลรูปแบบต่าง ๆ ระบบเหล่านี้ทำหน้าที่เปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ที่สำคัญคือ โครงสร้างสำคัญของอินเทอร์เน็ต สายเคเบิลใต้น้ำ ศูนย์ข้อมูลและระบบคลาวด์เดิมเป็นระบบที่ทุกประเทศเชื่อมต่อกัน ใช้แพลตฟอร์มโดยข้อมูลไหลอย่างเป็นอิสระ แต่ปัจจุบันอยู่ในมือบริษัทข้ามชาติและมหาอำนาจ การเข้าถึงจึงไม่ใช่แค่เทคโนโลยี

แต่คือ “อำนาจต่อรอง” เป็นสาเหตุหนึ่งซึ่งสหรัฐมีส่วนให้โครงการ Pacific Light Cable Network ต้องล้มไป เพราะกังวลว่าหัวเว่ยบิ๊กเทคของจีนจะอยู่เบื้องหลังบริษัทฮ่องกง

ในด้านแพลตฟอร์ม e-commerce บริษัทต่างชาติเป็นผู้คุมกติกาคือเป็นทั้งกรรมการและผู้เล่น กล่าวคือ เอาข้อมูลของผู้ขาย (seller data) มาทำสินค้าแข่งขันเอง อาจจะจัดอันดับสินค้า (ranking) ให้ของตัวเองขึ้นก่อน ตัวอย่างจริงที่ Amazon Basics ใช้ data จากผู้ประกอบการแล้วทำสินค้าเลียนแบบ ส่วน Google Shopping ก็เคยถูก EU ปรับ เพราะดันบริการตัวเองขึ้นอันดับแรก 

ผู้ขายรายเล็ก กลายเป็นผู้เสียเปรียบเชิงโครงสร้างในตลาดที่ถูกควบคุม นอกจากนี้ยังมีการ “ล็อกอินระบบนิเวศ” (Ecosystem Lock-in) เช่น Apple หรือ Meta ที่เชื่อมบริการต่อ ๆ กันหมด ทำให้ผู้ใช้ “ออกยาก” เพราะต้นทุนการเปลี่ยน (switching cost) สูง

เมื่อข้อมูลคือทรัพยากรใหม่ การควบคุมข้อมูลจึงเท่ากับควบคุมเศรษฐกิจ ใครคุม data ได้ ก็ขยับ GDP ได้ ใครคุมแพลตฟอร์มได้ ก็เก็บมูลค่าได้ อินเทอร์เน็ตจึงไม่ใช่แค่ท่อสื่อสาร แต่เป็น “อาวุธทางเศรษฐกิจ” การจำกัดแพลตฟอร์ม การกำหนดมาตรฐาน หรือการปิดกั้นข้อมูล ล้วนกลายเป็นเครื่องมือในเกมภูมิรัฐศาสตร์

โลกกำลังแยกเป็นอินเทอร์เน็ตหลายระบบ (splinternet) ที่ประเทศมหาอำนาจพยายามสร้างและควบคุมระบบระบบของตนเอง สหรัฐเน้นระบบเปิดแต่ถูกครอบงำโดย Big Tech ในอินเทอร์เน็ตจีนควบคุมโดยรัฐ ยุโรปคุมด้วยกฎหมายและสิทธิ

นี่คือ ที่กำหนดกติกาไม่เหมือนกัน ในอนาคตไทยอาจต้องถูกบังคับเลือกว่าจะอยู่ข้างไหน เช่น อิหร่านในปัจจุบันปิดระบบ GPS ของสหรัฐได้เพราะอาศัย BeiDou ของจีน

ประเทศที่ไม่มีเคเบิลของตัวเองมีความเสี่ยงจากการพึ่งพิงต่างชาติ ประเทศที่ไม่มีศูนย์ข้อมูล (Data Center) ก็เท่ากับข้อมูลถูกส่งออก ไม่สามารถสร้างระบบเศรษฐกิจ AI ที่ต้องอาศัยข้อมูลขนาดใหญ่เท่ากับว่าเรามีกะโหลก แต่ไม่มีสมอง ในยุโรปเริ่มใช้กฎหมายเพื่อจำกัดการไหลของข้อมูล ในอินเดียบริษัทต่างชาติถูกบังคับให้เก็บข้อมูลไว้ในประเทศ

แล้วไทยอยู่ตรงไหน? คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตในฐานะผู้บริโภคไม่ใช่ผู้ผลิตและไม่ใช่ผู้กำหนดเกม มูลค่าที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มไหลกลับต้นทาง

ทางเลือกไม่ใช่ “เปิดหมด” หรือ “ปิดหมด” แต่คือ “เปิดอย่างมียุทธศาสตร์” (strategic openness) ในการรับนวัตกรรม และ 4 เรื่องสำคัญที่ต้องทำทันที 1) ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์ข้อมูลในประเทศ 2) กติกาข้อมูลที่ชัด คุ้มครองแต่ไม่ทำลายนวัตกรรม 3) สร้างผู้เล่นไทยในแพลตฟอร์มและบริการ 4) เร่งทักษะคน AI, data, digital

หัวใจที่สำคัญคือ “คน” หากทักษะไม่พอ เทคโนโลยีก็ไม่แปลงเป็นผลิตภาพ หากไม่สร้างมูลค่าเอง เราจะเป็นเพียงตลาดให้คนอื่นเสมอ ยุทธศาสตร์ดิจิทัลจึงเป็นภารกิจของรัฐมนตรีคนรุ่นใหม่ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม