เวลาเราไปร้านอาหารสั่งข้าวไก่กะเพราไข่ดาวราคา 65 บาทที่ร้านริมถนน พอจ่ายเงินเสร็จออกจากร้านก็เป็นอันจบ แต่การซื้อขายน้ำมันที่หน้าโรงกลั่น (ขอเน้นว่าเป็นที่หน้าโรงกลั่น ไม่ใช่ที่ปั๊มน้ำมันริมถนน)
แม้จะดูคล้ายการสั่งอาหาร แต่ในรายละเอียดกลับมี 'กับดักทางภาษา' ที่ทำให้คนไทยทั่วไปเข้าใจผิด เรื่องมันจึงไม่จบ
กำไรของร้านอาหารคิดจากอะไร
ในร้านอาหาร กำไรของเจ้าของร้านคือรายได้ลบด้วยรายจ่าย รายได้ของร้านคือค่าอาหารที่เราจ่าย ส่วนรายจ่ายที่เป็นค่าทำธุรกิจขายอาหารของร้านจะประกอบด้วย ก.ค่าวัตถุดิบ ค่าไก่ ค่าไข่ ค่ากุ้ง ค่าพริก ค่าน้ำมัน ค่าเครื่องเทศ และอื่นๆ
บวกกับ ข.ต้นทุนการปฏิบัติการซึ่งหมายถึง ข.1 ค่าทำครัว อันได้แก่การเตรียมและปรุงวัตถุดิบอาหารให้สุก เช่น ต้ม นึ่ง ผัด ทอด ตุ๋น รวมค่าจ้างแม่ครัว และ ข.2 ค่าใช้จ่ายอื่น ได้แก่ ค่าแก๊ส ค่าพนักงานบริการลูกค้า ค่าเช่าร้าน ค่าดอกเบี้ย ภาษี ฯลฯ
กำไรของโรงกลั่นน้ำมันคิดจากอะไร
กำไรของบริษัทกลั่นน้ำมันก็ใช้หลักการเดียวกัน คือ รายได้ลบด้วยรายจ่าย รายได้คือจำนวนเงินที่ผู้ซื้อจ่ายให้โรงกลั่นที่หน้าโรงกลั่น ส่วนรายจ่ายในความเข้าใจของประชาชนทั่วไปก็เหมือนกับค่าดำเนินธุรกิจของร้านอาหาร คือ ต้องมี ก.ค่าวัตถุดิบหรือน้ำมันดิบ
บวกกับข.ต้นทุนการปฏิบัติการการกลั่นในโรงกลั่น (เทียบเท่ากับข้อ ข.ในส่วนของร้านอาหาร) ซึ่งคือ ข.1 กระบวนการทางวิศวกรรมในโรงกลั่น และ ข.2 ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่รวมค่าพลังงานไฟฟ้า ค่าจ้างวิศวกร นักบัญชี ทนายและแรงงานอื่น ค่าซ่อมบำรุงโรงกลั่น ค่าขนส่ง ค่าประกัน ค่าดอกเบี้ย ภาษี ฯลฯ
ปัญหาอยู่ที่คำว่า“ค่าการกลั่น” (GRM)
กำไรที่แท้จริงของทั้งร้านอาหารและโรงกลั่นคือ เงินที่รับมา หักรายจ่ายทั้ง ก. และ ข. ออกไปแล้ว แต่ปัญหาคือคนในอุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมันบังเอิญไปสร้างความเข้าใจผิดขึ้น โดยไปบัญญัติศัพท์คำว่า ค่าการกลั่นจากคำเทคนิคในภาษาอังกฤษในชื่อ Gross Refining Margin (GRM)
ที่หมายถึง เฉพาะส่วนต่างระหว่างรายได้ผลิตภัณฑ์ (หรือเงินที่ได้จากการขายน้ำมันสำเร็จรูป) ลบด้วยค่าน้ำมันดิบเท่านั้น กล่าวคือ รายได้ลบด้วย ก.ค่าวัตถุดิบ เท่านั้น ไม่มีค่าดำเนินการอื่นๆ รวมอยู่ด้วย
ค่าการกลั่นที่ภาคอุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมันใช้เรียกจึงไม่ใช่กำไรที่แท้จริงของโรงกลั่น ทว่าความเข้าใจในคำว่าค่าการกลั่นหรือ GRM ของคนที่ทำงานในโรงกลั่นนั้นไม่ตรงกับที่ชาวบ้านเข้าใจกัน
ชาวบ้านเข้าใจว่า"ค่าการกลั่นตามรูปศัพท์"นั้นต้องมีหมวดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามข้อ ข. ทั้งหมด ทั้ง ข.1 และ ข.2 รวมอยู่ด้วยแล้ว สรุปง่ายๆ คือชาวบ้านเข้าใจว่าค่าการกลั่นนั้นคือทั้งหมด คือรวมเอาค่าใช้จ่ายอื่นเข้าไว้ด้วยแล้ว
จึงไม่น่าแปลกใจที่มีผู้คนมากมายที่สับสนและตีความตามความเข้าใจของตนว่า เมื่อมีรายได้ที่ได้มาจากการกลั่นและขายน้ำมันเท่านั้นเท่านี้ เมื่อลบค่าการกลั่นออกแล้วก็ต้องเป็นกำไรของโรงกลั่น ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะยังไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามข้อ ข. ข้างต้นเลย
ทางออก : ทับศัพท์ GRM หรือเปลี่ยนชื่อใหม่
เพื่อขจัดความขัดแย้งที่ไม่ควรเกิด ภาคอุตสาหกรรมและรัฐจึงควรต้องเลิกใช้คำว่า “ค่าการกลั่น” ที่ชวนให้เข้าใจผิด แล้วหันมาเรียกทับศัพท์ไปเลยว่า “ค่า GRM” ตรงไปตรงมาตามศัพท์อังกฤษ ใครจะไม่เข้าใจความหมายของคำนี้ ก็มีหน้าที่ต้องไปศึกษาให้ถ่องแท้ก่อนจะให้ความเห็นหรือวิจารณ์อย่างถูกต้องต่อไป
รวมทั้งน่าจะให้นิยามใหม่ของคำว่า “ค่าการกลั่น” ให้เข้าใจตรงกันในทุกภาคี คือ ให้หมายรวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้ง ก.และ ข. ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคประชาชนเข้าใจเช่นนี้มาแต่ต้น
สงครามเปอร์เซีย ตัวแปรที่คุมไม่ได้
นอกจากเรื่องชื่อเรียกแล้วปัจจุบันเรายังเจอผลกระทบจากสงครามในอ่าวเปอร์เซียที่ซ้ำเติมสถานการณ์ได้อีกมาก มีรายงานในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 ว่าค่าน้ำมันดิบพรีเมียมสูงขึ้นแล้ว 3-4 เท่า ค่าขนส่งน้ำมันดิบสูงขึ้นแล้ว 5 เท่า ค่าประกันภัยมากขึ้นเป็นร้อยเท่า ทำให้ต้นทุนการกลั่นเพิ่มขึ้นไปอีก
ราคาน้ำมันทั้งที่หน้าโรงกลั่นและหน้าปั๊มจึงต้องสูงขึ้นตามไป และทำให้การคำนวณกำไรของโรงกลั่นซับซ้อนกว่าเดิมมาก
มีข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือร้านขายข้าวไก่กะเพรา ซื้อวัตถุดิบมาตอนเช้า ขายบ่ายถึงเย็นก็หมด รุ่งขึ้นซื้อใหม่ แต่โรงกลั่นปกติจะต้องสั่งซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือน จึงยิ่งทวีความซับซ้อนและความเสี่ยงไปพร้อมๆ กัน
สรุป
หากสงครามสงบลงต้นทุนการกลั่นจะลดลงตามกลไกตลาด ราคาน้ำมันทั้งที่หน้าโรงกลั่นและที่หน้าปั๊มริมถนนย่อมลดลงตามไปด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ควรจบไปเลย คือการใช้คำว่าค่าการกลั่นในความหมายที่ทำให้ประชาชนเข้าใจไขว้เขวเสียที





