วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน 2569

Login
Login

ดีเซลห้าสิบบาท: วิกฤติพลังงาน เงินเฟ้อ และกับดักนโยบายของไทย

ดีเซลห้าสิบบาท: วิกฤติพลังงาน เงินเฟ้อ และกับดักนโยบายของไทย

ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดีเซลไทยที่ไม่แพงเป็นนโยบายที่ทุกรัฐบาลยึดถือ โดยเลือกอัดเงินกองทุนน้ำมันพยุงราคาไว้ แม้ในปี 2551 ที่น้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะยานแตะ 145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ดีเซลไทยสูงสุดก็ยังอยู่ที่ราว 44 บาทต่อลิตร

และในวิกฤติรัสเซีย-ยูเครนปี 2565 ที่เบรนท์ใกล้แตะ 119 ดอลลาร์ รัฐยังอัดฉีดเงินกองทุนน้ำมันวันละกว่า 1,800 ล้านบาทเพื่อตรึงราคาไว้ที่ 34-35 บาท

แต่วันที่ 5 เมษายน 2569 ราคาดีเซลไทยทะลุ 50 บาทต่อลิตรเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บอกว่ารัฐบาลถึงขีดจำกัดของการอุดหนุนแล้ว กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขาดทุนสะสมสูงถึงกว่า 5 หมื่นล้านบาท มีรายจ่ายรายวันในการชดเชยดีเซลสูงถึง 1,500-1,700 ล้านบาท 

หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่ปรับราคา ณ ระดับน้ำมันดิบปัจจุบัน กองทุนจะขาดทุนสะสมทะลุ 200,000 ล้านบาทก่อนสิ้นปี ซึ่งเป็นระดับที่ไม่อาจยอมรับได้ทางการคลัง การตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมัน (กบน.) จึงเป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ใช่ทางเลือก

สาเหตุเบื้องหลังทั้งหมดมาจากสงครามอิหร่าน-สหรัฐที่เริ่มต้นด้วยปฏิบัติการ Epic Fury เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และเข้าสู่สัปดาห์ที่หกโดยยังไม่มีทีท่าสงบ แม้จะมีสัญญาณการเจรจาผ่านตัวกลางอย่างปากีสถานและอียิปต์ แม้ว่าเป็นไปได้ที่สงครามจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการหยุดยิงใน 1-2 เดือนข้างหน้า

แต่ตัวแปรพลิกเกมที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ แนวโน้มการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอิหร่านในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงสมมุติฐานทั้งหมดได้อย่างสิ้นเชิง

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมาจากสองช่องทางพร้อมกัน ช่องทางแรกคือราคาดีเซลโดยตรง ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของต้นทุนการขนส่งทั่วระบบเศรษฐกิจ คิดเป็นกว่า 60% ของการบริโภคน้ำมันในภาคขนส่ง ครอบคลุมรถบรรทุก เรือประมง และเครื่องจักรเกษตร เมื่อดีเซลแพงขึ้น ต้นทุนเหล่านี้ไหลซึมผ่านห่วงโซ่การผลิตไปยังราคาอาหาร วัตถุดิบ และกำไรของ SME พร้อมกัน

ช่องทางที่สองคือการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานปิโตรเคมี วิกฤติช่องแคบฮอร์มุซและการโจมตีนิคมอุตสาหกรรม Ras Laffan ของกาตาร์สร้างแรงกดดันรุนแรง เพราะไทยพึ่งพาแนฟทาจากตะวันออกกลางสูงถึง 90% ของการนำเข้าทั้งหมด ขณะที่กลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกจัดหาวัตถุดิบได้เพียง 50% ของความต้องการ และผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างรายใหญ่มีสต็อกวัตถุดิบเหลือเพียง 20 วัน

เมื่อประมวลผลผ่านแบบจำลอง Macro Model เมื่อราคาดีเซลพุ่งจาก 30 ไป 50 บาทต่อลิตรจะกดดัน GDP ลงราว 0.27% และผลักเงินเฟ้อสูงขึ้น 2.33% (Percentage Point) เมื่อเทียบกับกรณีฐานเดิม โดยภายใต้สมมุติฐานที่สงครามยืดเยื้อ 2-3 เดือนและเบรนท์เฉลี่ย 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

เป็นไปได้ที่เงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 จะขึ้นสู่ 2.9% จากเดิม 0.8% ขณะที่ GDP จะขยายตัวชะลอลงที่ 1.4% โดยการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะชะลอตัวแรง ขณะที่การส่งออกจะหดตัวระดับ 2.0%

แต่หากสงครามลุกลามบานปลายและดึงกลุ่มประเทศ GCC เข้าร่วม ทำให้เบรนท์เฉลี่ยเกิน 100 ดอลลาร์และดีเซลพุ่งสู่ 70 บาท GDP อาจขยายตัวต่ำเหลือ 1.0% ขณะที่เงินเฟ้อพุ่งสู่ 4.4% ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินของสภาพัฒน์ฯ ที่ประเมินฉากทัศน์ราคาน้ำมัน 105-115 ดอลลาร์ไว้ที่ GDP 0.9% และเงินเฟ้อที่ 4.4% เช่นกัน

อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อรอบนี้มีลักษณะที่แตกต่างจากวิกฤติปี 2565 ซึ่งเงินเฟ้อพุ่งถึง 7.9% อย่างน้อยสองประการ ประการแรก เงินเฟ้อรอบนี้เป็น cost-push ล้วนๆ ประชาชนในปัจจุบันไม่ได้มีกำลังซื้อมากเท่าในปี 2565 แต่สินค้าแพงขึ้นโดยไม่มีรายได้เพิ่มมารองรับ เพดานเงินเฟ้อจึงน่าจะต่ำกว่าวิกฤติที่ผ่านมา

ประการที่สอง เศรษฐกิจไทยอ่อนแออยู่ก่อนแล้ว กำลังซื้อครัวเรือนถูกกัดกร่อนจากหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 88% ของ GDP และวัฏจักรสินเชื่อที่ชะลอตัว ทำให้การชะลอตัวของการบริโภคอาจมีความเสี่ยงขาต่ำ (Downside risk) จากที่ประเมินได้

สิ่งที่ทำให้วิกฤติครั้งนี้เปราะบางกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาคือ การที่ไทยไม่มีเบาะรองรับทางการเงินเหลืออยู่ ในวิกฤติปี 2565 มาตรการ Lockdown และเงินอุดหนุนจากรัฐผลักให้เงินออมส่วนเกิน (Excess Saving) ของครัวเรือนพุ่งสูงถึง 1.36 ล้านล้านบาท กลายเป็นตัวช่วยพยุงการบริโภคได้อย่างสำคัญ

แต่หลังจากเศรษฐกิจซบเซามายาวนาน ครัวเรือนทยอยนำเงินออมออกมาใช้จนหมด ปัจจุบันยอดเงินฝากในระบบต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึงกว่า 8.6 แสนล้านบาท นั่นหมายความว่า ครัวเรือนกำลังเผชิญวิกฤติพลังงานจากภาวะติดลบ

สิ่งเหล่านี้ทำให้การทำนโยบายการเงินยากลำบากขึ้น เงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นในระดับ 3-4 % ปิดประตูการลดดอกเบี้ยที่ตลาดเคยคาดหวัง และอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อพุ่ง และ/หรือเงินบาทอ่อนค่าแรงเกินคาด แต่การขึ้นดอกเบี้ยในยามที่เศรษฐกิจชะลอตัวจะยิ่งบีบลูกหนี้ครัวเรือนและ SME ที่กำลังดิ้นรนอยู่แล้ว 

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงน่าจะเลือกใช้มาตรการ Soft Loan เป็นวงกว้างแทนการลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม เพราะในสภาวะที่เงินเฟ้อเร่งตัว การลดดอกเบี้ยจะยิ่งกดดันค่าเงินบาทและเพิ่มต้นทุนนำเข้าพลังงาน ซ้ำเติมวงจรที่กำลังย่ำแย่อยู่แล้ว

ทั้งนี้ ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR ที่ 6.4% และดอกเบี้ยเงินฝาก 1 ปีที่ 0.85% ยังกว้างกว่า 5% (p.p.) สะท้อนว่าธนาคารพาณิชย์ไม่ยอมปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ตามนโยบายที่ลดลงมาแล้ว เพราะกังวลคุณภาพสินเชื่อ ดังนั้น Soft loan จึงเป็นคำตอบในสภาวะดังกล่าว

ฝั่งการคลังก็มีพื้นที่คับแคบไม่แพ้กัน หนี้สาธารณะไต่ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 66% ของ GDP และมีโอกาสที่จะพุ่งสู่ 69-70% ในปีหน้านั้น เกือบชนเพดานตามกฎหมาย โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หลายรายการเสี่ยงถูกเลื่อนออกไป และรัฐบาลคงต้องหันมาเน้นมาตรการบรรเทาค่าครองชีพโดยตรงอย่างโครงการคนละครึ่งพลัสเป็นหลัก

แม้จะมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลอาจพิจารณาขยายเพดานหนี้สาธารณะเกิน 70% เพื่อรักษาการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ก็ทำให้ความเสี่ยงที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Fitch และ Moody's ปรับลดสถานะมีมากขึ้น

ดีเซลห้าสิบบาทต่อลิตรคือความจริงที่ไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป ที่มาถึงพอดีกับจังหวะที่ไทยไม่มีทั้งเงินออม พื้นที่การคลัง และทางออกเชิงนโยบายที่ไม่เจ็บปวด

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่