ผมได้เขียนเรื่อง “ทองเทียม” และ “เพชรแท้จากห้องแล็บ” ไปแล้ว ครั้งนี้ขอเขียนเรื่อง “นาก” ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจว่าไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันนักทั้งที่อยู่ในวัฒนธรรมไทยมายาวนาน
นากหรือทองนากเป็นโลหะผสมชนิดหนึ่งที่เห็นกันน้อยในปัจจุบัน แต่ไปโด่งดังในโลกฝรั่งแทน
ประมาณ 5,000 ปีก่อน มนุษย์รู้จักผสมทองแดง (Copper) เข้ากับดีบุก (Tin) กลายเป็นโลหะผสมที่เรียกว่าสัมฤทธิ์ (โบราณเขียนสำริด หรือ bronze) โดยทั่วไปจะมีสัดส่วนของดีบุก 10-15% จึงแข็งกว่าทองแดงล้วน มีความคมและหล่อขึ้นรูปได้ดี
มนุษย์นำมาใช้เป็นอาวุธ (ดาบ หอก) รูปปั้น ระฆัง เครื่องมือเกษตร ฯลฯ ในบ้านเราพระพุทธรูปจำนวนมากทำจากสำริด เพราะมีสีออกน้ำตาลทอง ไม่เป็นสนิมง่าย และแข็งแรงทนทาน
ประมาณ 2,500 ปีก่อน มนุษย์ก็ผสมทองแดงกับสังกะสี (Zinc) และได้ทองเหลือง (brass) (อัตราผสมโดยทั่วไปคือทองแดง 2 ใน 3 และสังกะสี 1 ใน 3) ซึ่งมีสีคล้ายทองเเต่ถูกกว่าทองมาก
ตลอดช่วงเวลาเหล่านี้ทองคำเป็นสุดยอดแห่งโลหะธาตุเพราะมีสีทองงดงาม ไม่เป็นสนิม หาได้ยากจนมีราคาแพง แต่มีจุดอ่อนที่อ่อนนิ่มจึงมีการพยายามนำโลหะอื่น เช่น เงินไปผสมด้วยเพื่อใช้เป็นเหรียญและเครื่องประดับ
ส่วนโลหะอีกชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากทองคำผสมกับทองแดงก็คือ นาก (pink หรือ rose gold) มีสัดส่วนของการผสมที่หลากหลาย โดยทั่วไปมีสัดส่วนทองคำ 60-80% และทองแดง 40-20% บางครั้งก็มีเงินผสมไปด้วยบ้างเล็กน้อยเพื่อลดโทนสีลง ยิ่งมีสัดส่วนทองแดงมากก็ทำให้ออกโทนสีแดงเข้มมากขึ้น
ในประวัติศาสตร์ตะวันตก นากเกิดขึ้นในโลกเป็นครั้งแรกในราชสำนักรัสเซียในทศวรรษที่ 2300 (1800’s)
ผู้ริเริ่มคนแรกคือ Carl Fabergé เพื่อใช้ในการประดิษฐ์เครื่องประดับงดงามสุดหรูเเละโด่งดังมาก ในชุดที่เรียกว่า Fabergé Eggs เขาผสมหลายสัดส่วนเพื่อให้ได้นากที่มีสีแตกต่างกัน จนนากเป็นที่รู้จักกันแต่แรกในนามของ “ทองรัสเซีย” (Russian Gold)
Fabergé เป็นตระกูลของช่างประดิษฐ์เครื่องประดับเพชรพลอยและอัญมณีให้แก่ราชสำนักต่าง ๆ และมหาเศรษฐีของยุโรปในยุคนั้นจนจบลง เมื่อมีการปฏิวัติในรัสเซียโค่นล้มพระเจ้าซาร์ในปี 2460 Fabergé Eggs เป็นไข่ตกแต่งประดับด้วยอัญมณีมีค่าที่งดงามมาก เข้าใจกันว่าผลิตรวม 69 ลูก และเชื่อว่าเหลืออยู่ 61 ลูกในปัจจุบัน มูลค่าแต่ละลูกนับล้านเหรียญ
นากเป็นที่นิยมมากในราชสำนักของพระนางวิคตอเรียของอังกฤษ คือประมาณช่วงหลังของปี 2343 เพราะผูกพันกับเรื่องความรัก การเป็นสัญลักษณ์และการมีอารมณ์แห่งความซาบซึ้งที่ยึดติดกับความทรงจำ โดยนำมาใช้ผลิตล็อกเกต เครื่องประดับเกี่ยวพันกับการหมั้นหมาย และอาภรณ์ประดับ โทนออกสีชมพูของนากสอดรับกับยุคสมัยที่ใกล้ชิดกับความรักและอารมณ์
นากตกต่ำในตอนต้นของยุค 2400 (1900’s) เมื่อมีการใช้โลหะขาว เช่น แพลตทินัม กับ White Gold (โลหะผสมทองคำกับ Nickel / Palladium หรือเงิน) มาแทนเพราะผู้ใช้เห็นว่านากออกรสนิยมโบราณ และ หวือหวาทางอารมณ์เกินไป อย่างไรก็ดียังมีการใช้กันอยู่ในยุโรปตะวันออก รัสเซีย และในเครื่องประดับวินเทจ แต่ในระดับโลกก็ไม่ถึงว่าดังอีกต่อไป
เเต่ในยุค 2540 (2000’s) ถึง 2550 (2010’s) นากกลับมาดังอีกครั้ง เพราะการเเสวงหาสิ่งที่ดูอบอุ่นกว่า จน “แฟชั่นโบราณ” กลับมา อีกทั้งเห็นว่าคงทนกว่าและเข้ากับหลายโทนของสีผิว
นากมาดังเป็นพลุอีกครั้งในปี 2558-2559 เมื่อสีของนากเป็นเทรนด์สีนิยมของโลก และใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (iPhone สี rose gold ของปี 2558 เป็นที่นิยมมาก) เครื่องสำอาง การตกแต่งประดับภายใน ฯลฯ
สำหรับไทยเรานากมีลักษณะใกล้เคียงกับ rose gold โดยมีทองคำผสมในสัดส่วนที่ต่ำกว่าโลกตะวันตก ในประวัติศาสตร์ไทยเราใช้นากกันตั้งเเต่สมัยอยุธยาเป็นเครื่องประดับ ภาชนะ ของใช้บางอย่างในราชสำนัก โดยเข้าใจว่าสืบทอดมาจากอิทธิพลของอินเดีย
นากเป็นโลหะมีค่ากึ่งกลางระหว่างทองคำที่ราชสำนักใช้ และเงินสำหรับคนทั่วไป นากจึงใช้กันในชนชั้นขุนนาง และคนมีฐานะแต่ไม่ถึงระดับสูงสุด
สังคมไทยใช้นากเป็นเครื่องประดับแต่โบราณในรูปของสร้อยนาก เข็มขัดนาก กำไลนากและเเหวนนาก โดยเป็นที่นิยมกันในต่างจังหวัด (สมัยก่อนเด็กหญิงและชายมีจับปิ้งหรือตะปิ้ง ถักเป็นแผ่นด้วยเส้นนากเอาไว้ห้อยปิดบังอวัยวะเพศของลูกหลานผู้มีฐานะ) อีกทั้งเป็นของขวัญแต่งงาน มรดกในครอบครัว เพราะมีราคาย่อมเยากว่าทองคำแต่มีมูลค่าทางสัญลักษณ์
อย่างไรก็ดีใน 40-60 ปีที่ผ่านมา ความนิยมนากเสื่อมลงเนื่องจาก (1) คนหันไปนิยมทองคำบริสุทธิ์มาตรฐาน 96.5% แทนโดยใช้เป็นสิ่งมีค่าตัวเเทนทรัพย์เนื่องจากมีมาตรฐานกว่าและ “ซื้อง่าย ขายคล่อง” นากจึงเสียเปรียบในฐานะของการเป็น “สินทรัพย์”
(2) นากไม่มีมาตรฐานของส่วนผสมที่แน่นอน จึงขายได้ยาก ไม่เหมือนทองคำ (3) นากถูกมองว่าเป็นเรื่องของคนรุ่นเก่าและเป็นของโบราณ (4) คนรุ่นใหม่หันไปหาทองขาว แพลตทินัม และเครื่องประดับสมัยใหม่แทน
คนไทยมองโลหะมีค่าเป็นตัวแทนของทรัพย์และการลงทุน ในขณะที่โลกตะวันตกมองเป็นแฟชั่นและดีไซน์ ดังนั้น นากจึงพ่ายเเพ้ทองคำ ปัจจุบันหาซื้อนากได้ยากเพราะไม่เป็นที่นิยม จะพบก็เเต่ในบางร้านทองในต่างจังหวัดเท่านั้น
นากอยู่ในวัฒนธรรมของเรามาเเต่โบราณกาล สำหรับคนที่ชื่นชอบนากก็จะบอกว่ามันไม่ได้ตกต่ำเเละรอคอยวันที่จะกลับคืนมา เพราะความจริงเเล้วมันมิได้หายไปไหน มันคงอยู่ของมันเช่นนั้นในความงดงามเเละความสง่างาม ดังเช่นสิ่งที่เป็นคลาสสิกทั้งหลายในโลก





