วันอังคาร ที่ 7 เมษายน 2569

Login
Login

วางแผนธุรกิจสำหรับวันสิ้นสุดสงคราม

วางแผนธุรกิจสำหรับวันสิ้นสุดสงคราม

สถานการณ์ระหว่างอเมริกา อิสราเอล กับอิหร่าน ทำให้ผู้บริหารต้องแสดงฝีมือในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดีประวัติศาสตร์ได้เป็นบทเรียนไว้ว่าบริษัทที่ออกจากวิกฤตอย่างเข้มแข็ง

อาจจะไม่ใช่บริษัทที่จัดการกับวิกฤตเฉพาะหน้าได้ดีที่สุดเสมอไป แต่เป็นบริษัทที่ได้เตรียมพร้อมไว้สำหรับโลกหลังวิกฤตด้วย

ขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่ ยังไม่ทราบว่าสงครามจะยุติเมื่อไร แต่ก็มีแนวโน้มว่ากำลังมองหาทางยุติกันอยู่ คำถามคือในฐานะผู้บริหารองค์กร ท่านได้วางแผนไว้สำหรับวันดังกล่าวหรือยัง?

ก่อนที่จะวางแผนสำหรับอนาคต อาจจะเรียนรู้จากอดีตก่อน มีการวิเคราะห์ข้อมูลจากในอดีตถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อเมริกาได้เข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่ปี 2513 พบรูปแบบหนึ่งที่สม่ำเสมอและน่าสนใจ 

นั้นคือ ตลาดจะฟื้นตัวและราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงเร็วกว่าที่คาดไว้ จะพบว่าตลาดมักจะฟื้นตัวภายใน 2-3 เดือนหลังความขัดแย้งถึงจุดสูงสุด และในกรณีที่มีการสงบศึกอย่างเด็ดขาด การฟื้นตัวจะยิ่งเร็วขึ้น จะมีข้อยกเว้นคือสงคราม Yom Kippur ในปี 2516 ที่กลายเป็นความตกต่ำทางเศรษฐกิจในระยะยาว

สิ่งที่ผู้บริหารต้องตระหนักไว้คือ เมื่อสงครามยุติแล้วความไม่แน่นอนจะเกิดขึ้นสูงมาก บางประเด็นอาจจะปรับเข้าสู่ช่วงก่อนสงครามหรือที่เรียกว่า Snap Back เช่น ราคาน้ำมัน (ในกรณีที่ช่องแคบฮอร์มุซเปิดอีกครั้งและการผลิตกลับสู่ระดับปกติ) ต้นทุนประกันภัยและค่าขนส่ง หรือ ความเชื่อมั่นผู้บริโภค

อย่างไรก็ดี บางปัจจัยอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงและไม่กลับเข้าสู่สภาพเดิมอีกต่อไป อาทิเช่น โครงสร้างของซัพพลายเชนโลก ที่จะเน้น Local-for-Local และภูมิภาคมากขึ้น หรือ ความสำคัญของพลังงานหมุนเวียน ที่จะมีการลงทุนในพลังงานทางเลือกมากขึ้น (จากบทเรียนการขาดแคลนน้ำมัน)

ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัท (โดยเฉพาะบริษัทที่ถูกทอดทิ้ง ที่จะจดจำบริษัทที่แสดงความซื่อสัตย์และแบ่งรับภาระร่วมกัน) และ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เพื่อให้การวางแผนสำหรับหลังสงครามเป็นระบบ ผู้บริหารสามารถแบ่งสภาพแวดล้อมหลังสงครามออกเป็น 4 ระยะ โดยแต่ละระยะจะมีลักษณะ ความเสี่ยง โอกาส และการตอบสนองทางกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน ประกอบไปด้วย

ระยะที่ 1 วันแห่งสันติภาพ (Day Zero) คือสัปดาห์ที่ 1-2 หลังสงบศึก จะเป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายที่สุด ตลาดการเงินจะเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง ราคาน้ำมันจะปรับลด ความเชื่อมั่นจะเพิ่มขึ้น บริษัทที่มีแผนที่เตรียมพร้อมไว้แล้วจะสามารถตัดสินใจได้ทันที ส่วนบริษัทที่ไม่มีแผนก็จะใช้เวลาหลายวันหรือสัปดาห์เพื่อเถียงกันว่าจะทำอะไรต่อไป

ระยะที่ 2 ระยะฟื้นฟู (Recovery) เป็นหลังระยะที่ 1 จนถึงเดือนที่ 3 หลังสงบศึก ในระยะนี้ระบบซัพพลายเชนจะค่อยๆ ฟื้นตัว ลูกค้าจะกลับมาสั่งซื้อ แต่ความต้องการอาจจะเปลี่ยนไป สต็อกที่ถูกใช้ไปอาจจะยังไม่ได้รับการเติมเต็ม ในระยะนี้องค์กรธุรกิจจะต้องให้ความสำคัญกับความเร็วเป็นสำคัญ

ระยะที่ 3 ระยะปรับโครงสร้าง (Restructure) ตั้งแต่เดือนที่ 3-12 หลังสงบศึกษา ที่ภูมิทัศน์ใหม่ทางธุรกิจจะชัดเจนมากขึ้น โอกาสใหม่ๆ จะเปิดขึ้น และการก้าวไปเป็นรายแรกๆ ในโอกาสใหม่ๆ นั้นจะเป็นสิ่งที่สำคัญ และ

ระยะที่ 4 ระยะจัดระเบียบใหม่ (New Normal) ตั้งแต่ 1 ปีเป็นต้นไปที่ภูมิทัศน์ทางธุรกิจหลังสงครามได้กลายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งจะแตกต่างจากช่วงก่อนสงคราม

จะเห็นได้ว่าจากทั้ง 4 ระยะข้างต้น ระยะที่สำคัญที่สุดคือระยะที่ 1 ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และจะมีความวุ่นวายเกิดขึ้น ซึ่งผู้บริหารจะต้องให้ความสำคัญ เริ่มเตรียมพร้อมและเริ่มคิดได้แล้วว่าในระยะที่ 1 นั้น ถ้าเกิดขึ้นจริงบริษัทจะต้องทำอะไรบ้าง คำถามที่ผู้บริหารทุกท่านควรถามตัวเองในวันนี้ไม่ใช่ สงครามจะสิ้นสุดเมื่อไร? แต่คือ เมื่อวันนั้นมาถึงเราพร้อมแค่ไหน? 

การวางแผนสำหรับโลกหลังสงครามไม่ใช่การมองโลกในแง่ดีโดยไม่สนใจความเป็นจริง แต่คือ การยอมรับว่าวิกฤตทุกครั้งมีจุดสิ้นสุด และผู้ที่ชนะในโลกหลังวิกฤตคือผู้ที่เตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า