สัปดาห์ที่แล้ว หลังประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ สถานีวิทยุรัฐสภาติดต่อขอสัมภาษณ์ผมในฐานะประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล เรื่อง “การเมืองใหม่ หัวใจสุจริต”
สะท้อนชัดเจนถึงความห่วงใยต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ภายใต้วิกฤติราคาน้ำมันที่กําลังเกิดขึ้น และประเด็นเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งผมตอบรับด้วยความยินดี วันนี้จึงขอแชร์ความเห็นที่ให้สัมภาษณ์ไปให้แฟนคอลัมน์ “เศรษฐศาสตร์บัณฑิต” ทราบ นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
รัฐบาลใหม่และครม.ชุดใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งต้องบอกว่ามีความพิเศษหลายอย่างที่ ครม.ปรกติไม่มี ความพิเศษเเรกคือ เป็นรัฐบาลที่มาง่าย แต่ไปยาก ที่มาง่ายเพราะมีคะแนนเสียงในสภาสนับสนุนท่วมท้นเกือบ 300 เสียงซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้น แต่ที่ไปยากเพราะโจทย์เศรษฐกิจที่รออยู่ข้างหน้ายากมากจากวิกฤติราคานํ้ามันโลกที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ความไว้วางใจของสาธารณชนต่อรัฐบาลชุดใหม่ก็ต่ำ ทั้งสองเรื่องท้าทายรัฐบาลว่าจะบริหารประเทศในสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร
ความพิเศษที่สองคือปัญหาเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยนั้นอ่อนแออยู่แล้ว ขยายตัวปีละ 2% ต่ำสุดในภูมิภาค พอมาเจอช็อกใหญ่จากวิกฤติราคานํ้ามันโลก ก็ไม่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจจะรับมือได้หรือไม่ เพราะขาดความเข้มแข็งและในการรับมือเศรษฐกิจต้องปรับตัว แต่การปรับตัวในบ้านเรามักมีปัญหาเพราะต้องอาศัยกลไกราคาที่ตรงไปตรงมา
แต่สำหรับเศรษฐกิจเรา อุตสาหกรรมสำคัญ เช่น น้ำมัน ถูกควบคุมด้วยนโยบายและกลไกภาครัฐเพื่อจัดสรรผลประโยชน์ ทำให้การปรับตัวมักมีข้อจำกัด ทำได้ช้าและบางครั้งไม่ตรงไปตรงมา
ที่สำคัญ ประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำต่อเนื่องทำให้ไม่มีความพร้อมที่จะปรับตัว ต้องพึ่งรัฐให้ช่วยเหลือ ราคานํ้ามันแพงจะทำให้ราคาของแพงขึ้น เงินเฟ้อสูง และเศรษฐกิจขยายตัวลดลง สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว
รัฐบาลจึงต้องบริหารเศรษฐกิจอย่างเข้าใจเเละระมัดระวังเพื่อไม่ให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง เช่นเกิดภาวะขาดแคลน หรือเศรษฐกิจถลำเข้าสู่กับดัก Stagflation คือ เศรษฐกิจถดถอยพร้อมอัตราเงินเฟ้อสูง ซึ่งแก้ยาก นี่คือความยากที่รออยู่
ความพิเศษที่สาม คือ Trust หรือความไว้วางใจของสาธารณชนต่อรัฐบาลที่ต่ำ เพราะจุดเริ่มต้นของรัฐบาลคือความชอบธรรมก็มีปัญหาจากการเลือกตั้งที่ถูกมองว่าไม่บริสุทธิ์ มีเรื่องร้องเรียนที่ศาลรับไว้พิจารณากว่า 20 คำร้อง การจัดตำแหน่งในครม.ก็ถูกมองว่าไม่เป็นไปตามความสามารถแต่เป็นต่างตอบแทน ร้อยละ 60 ของครม.ใหม่เป็นบุคคลชุดเดิม
คือ ทีมเศรษฐกิจเดิมและนักการเมืองเก่าที่ไม่ค่อยปรากฏผลงาน อีกร้อยละ 40 หรือ 14 รมต. เป็นนักการเมืองใหม่ที่เป็นลูกหลานเป็นเครือญาตินักการเมืองบ้านใหญ่ ที่ไม่มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศและทำนโยบาย
นอกจากนี้ความห่วงใยสำคัญคือ ความสุจริต ครม.ชุดนี้ส่วนใหญ่บริหารประเทศปีที่แล้ว ซึ่งเป็นปีที่สถานการณ์คอร์รัปชันในประเทศรุนแรง สะท้อนจากดัชนีการรับรู้คอร์รัปชัน (CPI) ของไทยปีที่แล้วที่แย่สุดเท่าที่เคยมี ทั้งหมดทำให้ Trust หรือศรัทธาของประชาชนต่อรัฐบาลต่ำ
คำถามที่รายการถามคือ รัฐบาลควรทำอย่างไร โดยเฉพาะประเด็นความสุจริตที่ประชาชนห่วงใย
คำตอบคือ จุดสำคัญสุดขณะนี้ของรัฐบาลคือเรียกคืนศรัทธาและความไว้วางใจของประชาชน เพราะในการทำนโยบายแก้ไขปัญหา ความสำเร็จจะไม่เกิดขึ้นถ้าประชาชนไม่ฟังรัฐบาล ไม่ร่วมมือ และเหตุที่ประชาชนไม่ร่วมมือก็เพราะไม่วางใจรัฐบาลว่าจะหวังดีกับประเทศจริงๆ กลัววาระซ่อนเร้น กลัวความไม่สุจริต
ดังนั้น ตราบได้ที่ประชาชนไม่วางใจ การแก้ปัญหาของรัฐบาล ไม่ว่านโยบายจะดีอย่างไร ก็จะไม่ประสบความสำเร็จ การเรียกคืนศรัทธาจึงสำคัญและต้องมาก่อน
รัฐบาลสามารถเรียกคืนศรัทธาจากประชาชนได้โดยทำสองเรื่องพร้อมกัน 1) ทำนโยบายเศรษฐกิจอย่างมีเหตุผล ตรงไปตรงมา มุ่งประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นที่ตั้ง 2) ทำหน้าที่นักการเมือง คือกําหนดนโยบายและนํานโยบายไปปฏิบัติอย่างมืออาชีพและถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล
สองเรื่องนี้ไม่ใช่เพ้อฝันหรือมองโลกสวย แต่สำคัญเพราะเป็นสิ่งที่นักการเมืองไทยส่วนใหญ่มองข้าม แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันทั้งสองเรื่องสำคัญยิ่งต่อการบริหารประเทศ
การทำหน้าที่อย่างถูกต้องของนักการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะมีหลักปฏิบัติที่เป็นที่ทราบทั่วกันอยู่ 7 ข้อ คือ Nolan Principles ซึ่งเป็นธรรมาภิบาลของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐในตำแหน่ง
1.Selflessness คือ ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างเดียว 2.Integrity หมายถึง ผลประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนผลประโยชน์ส่วนตัวหรือของพรรคหรือของคนอื่น ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน 3.Objectivity ตัดสินใจอย่างตรงไปตรงมา เป็นกลาง มีเหตุมีผล อธิบายได้ เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
4.Accountability รับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเองหรือหน่วยงานของตน พร้อมให้ตรวจสอบ 5.Openness ทำงานอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา ไม่ปกปิดข้อมูล 6.Honesty ซื่อสัตย์ ซื่อตรง ไม่โกง ไม่ทุจริต ไม่โกหก หรือพูดความเท็จ 7.มีภาวะผู้นำ คือทำทั้งหกเรื่องข้างบนให้เป็นตัวอย่าง
หลักการ 7 ข้อนี้ แม้ดูพื้นๆ แต่ก็เป็นสิ่งที่นักการเมืองในประเทศไทยส่วนใหญ่ไม่ทำ เพราะขัดกับความเป็นจริงของระบบการเมืองที่เน้นระบบอุปถัมภ์ อิทธิพลเครือข่าย การใช้เงินหรือ money politics และการให้ความสำคัญกับตัวบุคคลมากกว่าเหตุผล
ทำให้การทำหน้าที่อย่างถูกต้องในลักษณะเหล่านี้เป็นเรื่องหายากในการเมืองไทยและจะได้ใจประชาชนมากถ้ามีใครทำ
ในการสัมภาษณ์ ผมให้ความเห็นว่า แม้นักการเมืองในรัฐบาลชุดนี้ระดับตัวบุคคล ไม่รวมคนนอก ส่วนใหญ่อาจไม่ผ่านหลักปฏิบัติดังกล่าว แต่ในช่วงหกเดือนข้างหน้า ซึ่งสำคัญต่อประเทศ
รัฐบาลคือ ครม. ควรร่วมมือกันทำหน้าที่อย่างถูกต้องตามหลักการข้างต้นคือยึดหลักธรรมาภิบาลเพื่อให้การแก้ปัญหาของประเทศได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและประสบความสำเร็จ ซึ่งผมแนะนำว่า
1.นโยบายเศรษฐกิจควรปล่อยให้เป็นความรับผิดชอบของคนที่เป็นมืออาชีพ อย่าแทรกแซง เพื่อให้การแก้ปัญหาอย่างมีเหตุมีผลเกิดขึ้น ถูกต้องตามหลักวิชา เป็นไปตามความเป็นจริงเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม นี่คือหลักข้อ1-3 ของ Nolan Principles การแทรกแซงอย่างที่ทราบส่วนใหญ่มักจบด้วยการหาประโยชน์จากนโยบาย ซึ่งไม่ควรทำ
2.ในสถานการณ์เศรษฐกิจคับขัน การเปิดกว้าง การสื่อสารที่ทันเวลา โปร่งใส มีเหตุผล และพูดความจริง สำคัญมากที่จะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับการทำหน้าที่ของรัฐบาล ให้ประชาชนศรัทธา ไม่ตื่นตระหนก และร่วมมือ นี่คือหลักข้อที่ 4-5 และต้องไม่มีการทุจริตคอร์รัปชันหรือหาประโยชน์เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด คือ ข้อ 6 เพราะจะทำลายทุกอย่างในการสร้างศรัทธาของรัฐบาล
3.ในการสร้างศรัทธา รัฐบาลอาจเชิญบุคคลภายนอกเข้าร่วมหารือเพื่อให้ได้ทางเลือกทางนโยบายที่เป็นที่ยอมรับ หรือมาร่วมเป็นทีมติดตามการทำงานและการใช้เงินของรัฐบาลในโครงการช่วยประชาชนต่างๆ เพื่อยืนยันว่ารัฐบาลทำงานอย่างโปร่งใสและพร้อมให้ตรวจสอบ
นี่คือสิ่งที่ผมได้ให้ความเห็นไป





