หลายคนรวมถึงตัวผมเองก็ยังสงสัยว่า เหตุใดประเทศไทยจึงประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำมันดีเซล ทั้งๆ ที่รัฐบาลบอกว่า ปริมาณน้ำมันดิบก็มีสำรองอยู่มากถึง 90 วัน
และไทยมีโรงกลั่นที่มีกำลังการกลั่นดีเซลประมาณ 78 ล้านลิตรต่อวัน เทียบกับความต้องการในสภาวะปกติ (ก่อนการเกิดสงครามอิหร่าน-สหรัฐ) ประมาณ 67 ล้านลิตรต่อวัน แต่ปรากฏว่า ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลบอกว่าความต้องการดีเซลเพิ่มขึ้นเป็น 84-87 ล้านลิตรต่อวัน ทำให้น้ำมันดีเซลที่ปั๊มมักจะหมดลงก่อนเที่ยงวัน
คำถามคืออะไรคือสาเหตุหลักที่ทำให้ความต้องการใช้ดีเซลเพิ่มขึ้นถึง 25% อย่างต่อเนื่องมา 4 สัปดาห์แล้ว คำตอบหนึ่งคือ การตื่นตระหนก และความต้องการกักตุนของประชาชนคนไทย แต่การกักตุนที่ว่านั้นจะทำได้มากน้อยเพียงใด
หากประเมินว่า ประเทศไทยมีรถกระบะและเอสยูวีที่ใช้น้ำมันดีเซลประมาณ 8 ล้านคัน ซึ่งปกติมีน้ำมันค้างถังประมาณ 20 ลิตร (¼ ของปริมาณเต็มถังคือ 75 ลิตร) มีรถบรรทุก และรถโดยสารอีก 1.5 ล้านคัน ถังน้ำมันบรรจุ 300 ลิตร และปกติมีน้ำมันค้างถัง 70 ลิตร และเครื่องยนต์ดีเซลภาคเกษตรอีก 1.5 ล้านเครื่อง มีความจุ 100 ลิตร และมีน้ำมันค้างถัง 25 ลิตร
เราจะสามารถคำนวณได้ว่าหากทุกคนกลัวราคาดีเซลจะปรับตัวสูงขึ้น จึงแย่งกันเติมให้เต็มถัง (และกลับมาเติมให้เต็มถังทุกครั้งที่น้ำมันพร่องลงไป 25% จากที่ก่อนหน้า จะรอให้น้ำมันพร่องไป 75% จึงจะเติม 50% เพื่อให้น้ำมันในถังมีอยู่ประมาณ 75%) ผลที่ตามมาคือ ความต้องการดีเซลต่อวันในระยะแรกจะเพิ่มขึ้นดังนี้
-รถกระบะเอสยูวี 8 ล้าน X 55 ลิตร เท่ากับ 440 ล้านลิตร
-รถกระบะรถโดยสาร 1.5 ล้าน X 230 ลิตร เท่ากับ 345 ล้านลิตร
-เครื่องยนต์ดีเซลเกษตรกร 1.5 ล้าน X 25 ลิตร เท่ากับ 37.5 ล้านลิตร
และคงต้องเพิ่มการนำเอาถังน้ำมันสำรองไปเติมอีกประมาณ 2 ล้านถัง โดยแต่ละถังมีความจุ 20 ลิตร กล่าวคือ สำรองอีก 40 ล้านลิตร แปลว่า การเปลี่ยนพฤติกรรมมาเร่งเติมน้ำมันให้เต็มถัง บวกกับการสำรองดีเซลนั้น จะทำให้ความต้องการดีเซลทั้งหมดเพิ่มขึ้น รวมกันประมาณ 862.5 ล้านลิตร
หากพยายามเพิ่มการเติมดีเซลต่อวัน เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว เทียบกับการเร่งการผลิตต่อวันให้มีส่วนเกินกว่าความต้องการปกติ (ก่อนสงคราม) ประมาณ 1 ล้านลิตรต่อวัน ก็แปลว่า จะสามารถตอบสนองความต้องการส่วนเกินนี้ได้ภายในเวลาประมาณ 50 ถึง 60 วัน
ซึ่งหากนับจากวันที่ดีเซลเริ่มขาดแคลนก็พอจะประเมินได้ว่า ความต้องการดีเซลกับกำลังการผลิตคงจะกลับสู่ภาวะสมดุลได้หลังสงกรานต์ หากไม่มีปัจจัยอื่นเข้ามาแทรกแซง
แล้วจะมีตัวแปรอื่นที่จะทำให้การขาดแคลนยืดเยื้อต่อไปอีกได้หรือไม่ สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ดีเซลขาดแคลนได้ในประเทศไทยอย่างยืดเยื้อคือ การลักลอบนำเอาดีเซลจากประเทศไทยไปขายยังประเทศเพื่อนบ้านที่ราคาดีเซลต่ำกว่าในประเทศไทยอย่างมาก
การประเมินปริมาณดีเซลที่อาจถูกลักลอบเอาออกไปขายนอกประเทศนั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก แต่อาจเปรียบเทียบกับปริมาณการส่งออกดีเซลของไทยในเดือนมกราคม 2569 คือ 12.2 ล้านลิตรต่อวัน เทียบกับเดือนมีนาคมที่ปริมาณการส่งออกลดลงเหลือเพียง 4.6 ล้านล้านลิตรต่อวัน
เราอาจจะตั้งสมมติฐานได้ว่า การลักลอบส่งออกดีเซลนั้นอาจมีอยู่ประมาณ 2 ล้านลิตรต่อวัน กล่าวคือการส่งออกดีเซล ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ในช่วงที่ราคาน้ำมันดีเซลของประเทศไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน มีอยู่ประมาณ 6.6 ล้านลิตรต่อวัน
ทั้งนี้ ส่วนต่างของราคาดีเซลระหว่างราคาในประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านจะต้องไม่มากไปกว่าที่เป็นอยู่เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพราะหากมีส่วนต่างเพิ่มขึ้น ก็จะเพิ่มความเสี่ยงที่จะมีแรงจูงใจให้มีการลักลอบเพิ่มขึ้นเป็นต้น
แปลว่า การกำหนดราคาดีเซลในประเทศไทยนั้นคงจะไม่สามารถลดลงได้หากราคาในประเทศเพื่อนบ้านไม่ลดลง ตัวอย่างเช่น การเรียกร้องให้ลดภาษีสรรพสามิต (ประมาณ 6 บาทต่อลิตร) ลงมาเพื่อให้ลดราคาน้ำมันดีเซลในประเทศไทยนั้น อาจทำไม่ได้
แต่หากจะดำเนินการลดภาษีดังกล่าวไปช่วยลดภาระกองทุนน้ำมัน ก็จะไม่ได้ช่วยให้ราคาดีเซลที่ขายให้กับประชาชนลดลงแต่อย่างใด
ประเด็นสุดท้ายคือ ณ วันที่ 2 เมษายน กองทุนน้ำมันมีหนี้สินประมาณ 47,000 ล้านบาท และต้องใช้เงินสนับสนุนน้ำมันประเภทต่างๆ รวมกันวันละประมาณ 1,500 ล้านบาท โดยเงินส่วนใหญ่ใช้ไปกับการอุดหนุนราคาดีเซล ประมาณ 18 บาทต่อลิตร
ผมจะคาดการณ์ว่า ในอนาคตหากราคาดีเซลในตลาดโลกปรับตัวขึ้นไปอีก กองทุนน้ำมันก็คงจะไม่อุดหนุนเพิ่มขึ้นจึงต้องส่งผ่านการขึ้นราคาทั้งหมดไปสู่ผู้บริโภค นอกจากนั้นก็อาจต้องยอมปรับราคาขายปลีกขึ้นไปอีกอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าราคาในตลาดโลกจะไม่เพิ่มขึ้น เพราะต้องการลดภาระทางการเงินของกองทุนน้ำมัน
มิฉะนั้นแล้ว กองทุนน้ำมันจะมีหนี้สินเพิ่มขึ้นไปถึง 137,000 ล้านบาทภายในต้นเดือนมิถุนายน ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดที่ได้เคยเกิดขึ้นแล้วในปี 2565 ที่สงครามรัสเซีย-ยูเครน เริ่มต้นขึ้น
ทั้งนี้ มาตรา 26 ของ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กำหนดไว้ว่า กองทุนน้ำมันฯ ต้องมีเงินกู้รวมไม่เกิน 40,000 ล้านบาท ดังนั้น รัฐบาลจึงจะต้องออก พ.ร.ฎ.ขยายวงเงิน และออก พ.ร.ก.ให้คลังค้ำประกันเงินกู้ 1.5 แสนล้านให้กับกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นไปถึง 67% ครับ





