ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียนชั้น ม.6 ที่สมัครขอรับทุนการศึกษากับโครงการช้างเผือก ในภาคเหนือ เพื่อสำรวจสถานภาพความเป็นอยู่ ตามเกณฑ์การคัดเลือก “เรียนดีแต่ยากจน” พบสาเหตุของความยากจน 4-5 ประการ คือ
1.ครอบครัวคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่หย่าร้าง โดยสามียังมีชีวิตอยู่ แต่ทิ้งภาระไม่รับผิดชอบ มีกรณีบิดาเสียชีวิตหรือมีพฤติกรรมติดเหล้าติดบุหรี่จนทำงานไม่ได้บ้าง มารดาต้องทำงานหาเลี้ยง และมักฝากนักเรียนไว้กับตายาย ทำให้ฐานะยากจนยกครัว นักเรียนมักเป็นบุตรคนเดียว หรือมีพี่น้องไม่เกินสองคน
สะท้อนให้เห็นว่า “จำนวนบุตรมาก” มิใช่สาเหตุหลักของความยากจนดังเช่นในอดีต ซึ่งนับเป็น “ภูเขาน้ำแข็ง” ที่เผยให้เห็นเพียงบางส่วนของปัญหา ขณะที่ยังมีครอบครัวคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอีกจำนวนมากในสังคมไทย ที่ยากจนแต่บุตรไม่มีผลการเรียนดีพอที่จะเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา
2.คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวจำนวนไม่น้อยเป็น "คุณแม่วัยใส" (อายุต่ำกว่า 20 ปี) ตอนไปกดกริ่งหน้าบ้าน เจ้าหน้าที่ถึงกับเข้าใจผิดคิดว่าเป็นตัวนักเรียนเอง ไทยครองสถิติเด็กเกิดใหม่ 7 คน จะเกิดกับคุณแม่วัยใส 1 คน สูงต่อเนื่องกันกว่าทศวรรษแล้ว
แน่นอนว่าคุณแม่วัยใสที่มีความพร้อมไม่ได้เป็นปัญหา แต่ในหลายกรณีโดยเฉพาะพื้นที่ชนบท คนรุ่นใหม่อาจยังไม่ตระหนักว่า การเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวตั้งแต่อายุน้อย เป็นเหตุหนึ่งของความยากจนในระยะยาว
3.ปัญหาด้านอาชีพ พบว่าการปลูกข้าวโพดยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของหลายครัวเรือน ขณะที่บริษัทเอกชนรายใหญ่ของไทยต้องการนำเข้าข้าวโพดจากอเมริกาเพิ่มขึ้น เพราะไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงสัตว์
โดยเฉพาะต้องการส่งออกเนื้อไก่ พื้นที่ปลูกข้าวโพดเชื่อมโยงกับปัญหาการเผาป่าและฝุ่น PM2.5 แต่กลุ่มนายทุนผู้ผลิตอาหารสัตว์ยังกีดกันการนำเข้า คอยรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรด้วยราคาที่ดี
หากอาชีพปลูกข้าวโพดหายไปโดยไม่มีทางเลือกอื่น ก็คงจะเดือดร้อน แต่อาชีพนี้ก็ไม่มั่นคง ทั้งการเช่าที่ดิน การจ้างแรงงาน และภาระหนี้สิน ทำให้ไม่สามารถสะสมทุนได้อย่างยั่งยืน
วิธีแก้ปัญหาที่เร็วที่สุดก็คือ ลดการส่งออกเนื้อไก่ ในอนาคตหวังว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-พิษณุโลก-เชียงใหม่ จะช่วยกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสทางอาชีพใหม่ในพื้นที่ แต่ยังคงต้องรอ
4.ปัญหาที่รออยู่ในอีก 10 ปีข้างหน้า อาจเป็นภาระของหลานคนเดียวที่ต้องเป็น “เดอะแบก” ดูแลทั้งปู่ย่าตายายและเครือญาติ ความรุนแรงของปัญหาอาจไม่สูงนัก เนื่องจากอายุขัยเฉลี่ยของคนไทย (ชาย 74 ปี หญิง 80 ปี) ยังไม่ยืนยาวเท่าประเทศพัฒนา
ช่วงระยะเวลาที่ต้องดูแลระยะยาว (long-term care) ไม่น่าจะนานนัก รวมทั้งเทคโนโลยีด้าน longevity และระบบสาธารณสุขพื้นฐานของไทยก็พัฒนาในระดับหนึ่ง ทำให้ภาวะคนในครอบครัวติดเตียงหรือเป็นโรคร้าย ที่นำไปสู่ความยากจนมีแนวโน้มลดลง
5.ความสัมพันธ์กับบ้านใกล้เรือนเคียงอ่อนแอลง เพื่อนบ้านต่างคนต่างอยู่มากขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงของการ “ตายเหงา” หรือเสียชีวิตโดดเดี่ยวไม่มีใครรู้ ของผู้สูงอายุในชนบทน่าจะเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ความขัดแย้งในเครือญาติเกี่ยวกับที่ดินและมรดกกลับทวีความรุนแรง จนนำไปสู่การขึ้นโรงขึ้นศาล แตกหักกัน เมื่อถูกถามก็เบือนหน้าหนีไม่อยากพูดถึง
การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนว่า ต้นตอของความยากจนอาจมิใช่เพียงปัจจัยทางเศรษฐกิจโดยตรง เช่น ไม่มีงานทำ หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคม จากเดิมที่เชื่อว่าการแก้ความยากจนต้องมุ่งสร้างงานและรายได้
ปัจจุบันอาจต้องหันมาให้ความสำคัญกับการลดไม่ให้เกิดภาวะแม่เลี้ยงเดี่ยว พ่อเลี้ยงเดี่ยว และเสริมสร้างการเกื้อกูลในสังคม จึงจะช่วยลดความยากจนได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในบางประเทศพัฒนามีการให้เงินอุดหนุนแก่ครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว เพื่อลดความยากจนและเปิดโอกาสให้บุตรได้รับการศึกษาที่เหมาะสม แต่ก็มีข้อถกเถียงว่าเงินอุดหนุนอาจยิ่งกระตุ้นให้อัตราการหย่าร้างสูงขึ้น เนื่องจากมารดามั่นใจที่จะเลี้ยงดูบุตรเพียงลำพัง
แต่ของไทย แม้จะไม่มีเงินอุดหนุน มารดาจำนวนไม่น้อยก็เลือกที่จะไม่ทน เพราะสาเหตุการหย่าร้างส่วนใหญ่ เกิดจากสามีไปมีภรรยาใหม่
ในบางประเทศยังมีกฎหมายกำหนดให้บิดาที่หย่าร้าง ต้องรับผิดชอบค่าเลี้ยงดูบุตรจนบรรลุนิติภาวะ โดยรัฐบังคับ เช่น การหักเงินเดือน แต่ในบริบทไทยน่าจะคาดหวังความรับผิดชอบจากฝ่ายชายได้ยาก แต่อย่างน้อยก็ควรจะมีกฎหมายให้เกิดการตระหนัก
บางประเทศอนุญาตให้มารดาที่ไม่พร้อม นำเด็กทารกไปฝากไว้กับโรงพยาบาล เพื่อเข้าสู่กระบวนการหาครอบครัวอุปถัมภ์ หากนำแนวทางนี้มาใช้ในไทย กังวลว่าอาจจะยิ่งเพิ่มจำนวนเด็กที่ถูกทอดทิ้ง
ผู้เขียนหวังว่านักเรียนที่ได้รับทุนโครงการช้างเผือก ซึ่งมีศักยภาพในการตัดวงจรความยากจน (reproduction of poverty: พ่อแม่จน ลูกจน หลานจน) ของครอบครัวตนได้แล้ว จะนำเอาวิชาความรู้และเครือข่ายจากมหาวิทยาลัยกลับไปพัฒนาบ้านเกิดของตนให้เจริญก้าวหน้า
หากมีโอกาสลงพื้นที่ในภูมิภาคอื่น จะนำมาเล่าให้ฟังต่อค่ะ...... ทั้งนี้ ข้อคิดเห็นข้างต้นเป็นความเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียน มิได้เกี่ยวข้องกับโครงการช้างเผือกแต่อย่างใด





