วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

อินเดียกับมาตรการรับมือราคาน้ำมันพุ่ง

อินเดียกับมาตรการรับมือราคาน้ำมันพุ่ง

อินเดียวันนี้ไม่ต่างจากหลายประเทศที่กำลังเผชิญกับหนึ่งในบททดสอบด้านพลังงานที่หนักที่สุดในรอบหลายทศวรรษ  เมื่อสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอลและอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว

นั่นย่อมกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันอย่างอินเดียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สถานการณ์นี้ไม่ใช่เพียงวิกฤตราคาเชื้อเพลิง แต่เป็นบทพิสูจน์ถึงความสามารถของรัฐในการบริหารความเสี่ยงในโลกที่เชื่อมโยงกันทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

อินเดียเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 85-90% ของความต้องการภายในประเทศ และน้ำมันจำนวนมากต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก เมื่อความขัดแย้งในอิหร่านนำไปสู่การปิดหรือหยุดชะงักของเส้นทางนี้ ราคาน้ำมันจึงพุ่งขึ้นจากราว 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปสู่ระดับมากกว่า 120 ดอลลาร์ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์

สิ่งที่ตามมาคือ แรงกดดันมหาศาลต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพของประชาชนอินเดีย ซึ่งทำให้รัฐบาลไม่สามารถปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเพียงลำพังได้

มาตรการสำคัญที่รัฐบาลอินเดียเลือกใช้คือ “การรับภาระแทนประชาชน” ผ่านนโยบายภาษี โดยลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงถึง 10 รูปีต่อลิตร ส่งผลให้ภาษีเบนซินลดลงเหลือเพียงประมาณ 3 รูปีต่อลิตร และดีเซลแทบเป็นศูนย์

นโยบายนี้สะท้อนการตัดสินใจเชิงนโยบายที่สำคัญ นั่นคือ การยอมให้รายได้รัฐลดลงเพื่อพยุงราคาพลังงานภายในประเทศไม่ให้กระทบประชาชนโดยตรง ซึ่งรัฐมนตรีพลังงานอินเดียยอมรับว่ารัฐต้องรับแรงกระแทกทางการคลังแทนประชาชน

อย่างไรก็ตาม การลดภาษีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ อินเดียยังใช้มาตรการเสริม เช่น การเก็บภาษีส่งออกน้ำมันและเชื้อเพลิงอากาศยาน เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทพลังงานหันไปขายในตลาดโลกที่ราคาสูงกว่า และทำให้ตลาดภายในประเทศขาดแคลน

นี่เป็นการบริหารสมดุลระหว่าง ตลาดโลก กับ ความมั่นคงภายใน ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างสูง

ในอีกด้านหนึ่ง อินเดียไม่ได้พึ่งพานโยบายภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังใช้ “การทูตพลังงาน” เป็นเครื่องมือสำคัญด้วย โดยการเปิดช่องเจรจาเพื่อกลับมานำเข้าน้ำมันจากอิหร่านอีกครั้ง ภายใต้เงื่อนไขที่สหรัฐผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรชั่วคราว

การเคลื่อนไหวนี้มีความหมายอย่างมาก เพราะอิหร่านเคยเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำมันสำคัญของอินเดีย และสามารถช่วยเพิ่มอุปทานในช่วงที่ตลาดโลกตึงตัว การกลับไปซื้อน้ำมันจากอิหร่านจึงไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อเปิดทางเลือกในยามวิกฤต

ท่าทีของอินเดียในวิกฤตนี้จึงสะท้อนยุทธศาสตร์การต่างประเทศแบบ “สมดุลเชิงปฏิบัติ” (pragmatic balancing) กล่าวคือ อินเดียยังคงรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐและพันธมิตรตะวันตก ขณะเดียวกันก็ไม่ปิดประตูต่ออิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกพลังงานสำคัญในภูมิภาค

การวางตัวเช่นนี้ช่วยให้อินเดียมีความยืดหยุ่นเชิงยุทธศาสตร์ และสามารถเลือกใช้ทรัพยากรจากหลายฝ่ายเพื่อแก้ปัญหาภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทเรียนจากอินเดียจึงชัดเจนว่า ในโลกที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์สามารถกระทบเศรษฐกิจภายในได้ทันที ประเทศที่สามารถรับมือได้ดีคือ ประเทศที่มีทั้งเครื่องมือภายใน เช่น นโยบายภาษีและการบริหารตลาด

และ เครื่องมือภายนอก เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย การวางเกมทางการทูตที่ไม่ผูกตัวเองกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้รัฐสามารถรับมือกับวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ท้ายที่สุด วิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงความท้าทายของอินเดียเท่านั้น แต่เป็นภาพสะท้อนของโลกยุคใหม่ที่เศรษฐกิจ พลังงาน และการเมืองระหว่างประเทศเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก

และย้ำให้เห็นว่าการมีนโยบายพลังงานที่ดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากปราศจากการวางยุทธศาสตร์ทางการต่างประเทศที่ชาญฉลาด

*ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก นักวิจัยศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย