วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม 2569

Login
Login

เวียดนามกับไทยต่างใช้ Model เกาหลี ว่าแต่ว่าเกาหลีไหน

เวียดนามกับไทยต่างใช้ Model เกาหลี ว่าแต่ว่าเกาหลีไหน

ที่น่าจับตามองมากในขณะนี้ก็คือเวียดนามกำลังผงาด ในขณะที่ไทยกำลังเดินต้วมเตี้ยม อนาคตของไทยจะถูกไทยแซงหรือไม่ ที่แน่ๆ ก็คือขนาดเศรษฐกิจของเวียดนามน่าจะแซงไทยในปี 2572 แต่รายได้ประชาชาติต่อหัวยังต่ำกว่าไทยเท่านั้น

ครั้งแรกที่ผมไปเวียดนามคือปี 2542 หลังสงครามเวียดนามที่จบลงในปี 2518 ผมไปประชุมสมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินอาเซียน ในขณะนั้นเวียดนามยังกำลังฟื้นฟูประเทศอย่างขนานใหญ่ สนามบินในกรุงฮานอยยังมีขนาดเล็กมาก คาดว่าคงพอๆ กับเชียงใหม่ในสมัยนั้น

ผู้คนยังขี่จักรยานสองล้อกันมากมาย สมัยนั้นใครจะเดินทางจากยุโรปไปฮานอยหรือโฮจิมินห์ซิตี้ ยังมาต่อเครื่องบินที่กรุงเทพมหานคร ไม่มีการบินตรงจากมหานครในยุโรปไปเวียดนาม

ผมเคยไปเป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลังเวียดนาม เมื่อ 20 ปีก่อน เพื่อวางแนวทางการพัฒนาวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สินในประเทศไทย ซึ่งเขาได้ทำสำเร็จแล้ว แต่ในไทยยังไปไม่ถึงไหน

ไม่มีการรับรองทางวิชาชีพใดๆ ยกเว้นสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. รับรองให้กับบริษัทที่จะประเมินค่าทรัพย์สินให้กับบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น ตอนนั้นเวียดนามก็เริ่มดีขึ้นแล้ว แต่ก็ยังมีอาคารขนาดใหญ่น้อยมาก ผู้คนก็ยังดูค่อนข้างยากจนอยู่มาก

ผมไปเวียดนามแทบทุกปี ปีละหลายครั้ง ครั้งล่าสุดที่ไปก็คือ เดือนมกราคม 2569 ปรากฏว่าที่กรุงฮานอย เจริญเติบโตขึ้นมาก คนเดินถนนต่างๆ ก็ “ดูดีมีชาติตระกูล” มีความทันสมัยขึ้นมามาก

แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ฮาลองเบย์ ดานัง ฮอยอัน ยาจาง กี่เยิน ก็ได้ข่าวว่าพัฒนาขึ้นมาก แถมยังมีเกาะฟุก๊วกอันลือลั่นอีกด้วย โรงแรมระดับนานาชาติพากันเปิดตัวกันมากมาย ผมไปประเมินค่าโรงแรมระดับนานาชาติหลายแห่งกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ไทยมีขนาดประเทศใหญ่กว่าเวียดนามถึง 56% แต่จำนวนประชากรเวียดนามขึ้นหลัก 102 ล้านคนแล้ว แต่ไทยยังอยู่ที่ 66 ล้านคน ประชากรไทยแทบไม่โตแล้ว แต่เวียดนามยังมีการเติบโตของประชากรสูง มีประชากรในวันแรงงานและวัยใช้สอยมาก ทำให้เศรษฐกิจเติบโต ทั้งนี้ ความหนาแน่นของประชากรเวียดนามอยู่ที่ 514 คนต่อตารางกิโลเมตร แต่ไทยมีเพียง 128 คนเท่านั้น

ขนาดเศรษฐกิจของเวียดนามอยู่ที่ 514 พันล้านดอลลาร์ ในขณะที่ไทยอยู่ที่ 570 พันล้านดอลลาร์ ไทยมีขนาดใหญ่กว่า 11% คาดการณ์กันว่าขนาดเศรษฐกิจเวียดนามจะโตกว่าไทยในปี 2572 หรือไม่เกิน 3-4 ปีข้างหน้านี้ ทั้งนี้เวียดนามมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 8.0% ในปี 2568 ในขณะที่ไทยโตเพียง 2.3% เท่านั้น

การลงทุนจากต่างประเทศในไทยกับเวียดนามสูงพอๆ กัน โดยเวียดนามอยู่ที่ 38.4 พันล้านดอลลาร์ ในขณะที่ไทยอยู่ที่ 43 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามมีผู้ไปลงทุนสูงมาก โดยถือว่ามากกว่าในประเทศไทยเสียอีก (ยกเว้นปี 2568)

ไทยได้รับการลงทุนจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน โดยเฉพาะในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะการลงทุนด้านดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ในขณะเดียวกันเวียดนามถือเป็น “โรงงานของอาเซียน” มีนักลงทุนจากสิงคโปร์ไปเป็นอันมาก

อัตราเงินกู้ธนาคารของไทยอยู่ที่ 5.67% แต่เวียดนามอยู่ที่ 8.59% แสดงว่าที่เวียดนามกำลังร้อนแรง ในขณะที่ไทยมีฐานที่มั่นคงกว่า ชาวเวียดนามมีรายได้เดือนละประมาณ 13,048 บาท ไทยอยู่ที่ 20,253 บาท รายได้คนไทยยังสูงกว่าเวียดนาม 55%

หากพิจารณาถึงค่าเช่าห้องชุดในเมือง ไทยยังมีค่าเช่าที่แพงกว่า ราคาขายต่อตารางเมตรของห้องชุดก็แพงกว่า อัตราผลตอบแทนในการลงทุนในไทยน่าจะต่ำกว่าในเวียดนาม

เวียดนามกับไทยต่างใช้ Model เกาหลี ว่าแต่ว่าเกาหลีไหน

 

ในเวียดนาม มีจุดเด่นที่แรงงานถูกกว่าไทย จึงทำให้โรงงานหลายแห่งย้ายฐานไปเวียดนาม (รวมทั้งอินโดนีเซีย) แต่ในไทย ทางราชการของเราดึงดูดนักลงทุนด้วย

1. การให้ต่างชาติสามารถซื้อที่ดินเลยในนิคมอุตสาหกรรม แต่ในเวียดนามสามารถเช่าที่ดินได้ 50 ปี ยกเว้นโครงการขนาดใหญ่ รัฐบาลอาจให้ถึง 70 ปี (น้อยมาก) แต่สำหรับในนิคมอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้วเหลือระยะเวลา 30-40 ปี เพราะจัดตั้งมาก่อนแล้ว

2. ในกรณีหากได้รับการส่งเสริมการลงทุน ต่างชาติก็ยังสามารถซื้อที่ดินได้ 5 ไร่ไว้ทำกิจการ 10 ไร่ ไว้อยู่อาศัย และ 20 ไร่ไว้สร้างที่อยู่อาศัยให้คนงานของตน แต่มาตรการแบบนี้ไม่มีในเวียดนาม

3. สำหรับการเช่าที่ดินทั่วไป ไทยให้เช่าได้สูงสุด 50 ปี หรือ 99 ปี (โดยเฉพาะในเขต EEC) ส่วนเวียดนามให้เช่าได้ไม่เกิน 50 ปี แต่ส่วนมากเขาไม่ให้เช่าที่ดิน

ในเวียดนามเคยคิดให้ต่างชาติเช่าที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมได้ถึง 99 ปี ปรากฏว่าประชาชนชาวเวียดนามเดินขบวนกันขนานใหญ่ทั่วเมืองใหญ่ทั่วประเทศ

เพราะเขาเห็นว่าเป็นการขายชาติ และนิคมฯ ดังกล่าวก็อยู่ใกล้ชายแดนจีน ผู้ที่จะมาลงทุนก็คงมีแต่นักลงทุนจีน ชาวเวียดนามจึงกลัวว่าจะถูกจีนยึดไป ทำให้ต้องออกมาเดินขบวน ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ในสังคมเวียดนาม (ยกเว้นกรณีต่อต้านต่างชาติในที่นี้) และในที่สุดรัฐบาลเวียดนามก็ต้องยอม “ยกธงขาว” กลับมาให้เช่าได้ไม่เกิน 50 ปีเช่นเดิม

ว่ากันว่า เวียดนามจัดการกับการไหลเข้าของสินค้าจีนโดยสร้างสมดุลระหว่างการพึ่งพาทางเศรษฐกิจกับจีนด้วยความพยายามในการกระจายการค้าและปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ (ไทยไม่ได้ทำ)

เวียดนามยังเสริมสร้างฐานการผลิตของตนและบังคับใช้การตรวจสอบด้านกฎระเบียบเพื่อจัดการกับการนำเข้า ยิ่งกว่านั้นเวียดนามแสวงหาข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะสหภาพยุโรปเพื่อลดการพึ่งพาจีนนั่นเอง

โดยสรุปแล้ว ต่างประเทศแห่กันไปลงทุนในเวียดนามมาอย่างต่อเนื่องและคาดว่าในปีต่อๆ ไปนี้ก็เช่นกัน เวียดนามเล็งเป้าไปที่เกาหลีว่าจะเติบโตเป็นประเทศไม่ยากจน-แถมร่ำรวยตามเกาหลี ไทยก็คงมีเป้าไปเป็นแบบเกาหลีโมเดลเช่นกัน แต่ไม่ทราบว่าเกาหลีไหน?