ที่น่าจับตามองมากในขณะนี้ก็คือเวียดนามกำลังผงาด ในขณะที่ไทยกำลังเดินต้วมเตี้ยม อนาคตของไทยจะถูกไทยแซงหรือไม่ ที่แน่ๆ ก็คือขนาดเศรษฐกิจของเวียดนามน่าจะแซงไทยในปี 2572 แต่รายได้ประชาชาติต่อหัวยังต่ำกว่าไทยเท่านั้น
ครั้งแรกที่ผมไปเวียดนามคือปี 2542 หลังสงครามเวียดนามที่จบลงในปี 2518 ผมไปประชุมสมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินอาเซียน ในขณะนั้นเวียดนามยังกำลังฟื้นฟูประเทศอย่างขนานใหญ่ สนามบินในกรุงฮานอยยังมีขนาดเล็กมาก คาดว่าคงพอๆ กับเชียงใหม่ในสมัยนั้น
ผู้คนยังขี่จักรยานสองล้อกันมากมาย สมัยนั้นใครจะเดินทางจากยุโรปไปฮานอยหรือโฮจิมินห์ซิตี้ ยังมาต่อเครื่องบินที่กรุงเทพมหานคร ไม่มีการบินตรงจากมหานครในยุโรปไปเวียดนาม
ผมเคยไปเป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลังเวียดนาม เมื่อ 20 ปีก่อน เพื่อวางแนวทางการพัฒนาวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สินในประเทศไทย ซึ่งเขาได้ทำสำเร็จแล้ว แต่ในไทยยังไปไม่ถึงไหน
ไม่มีการรับรองทางวิชาชีพใดๆ ยกเว้นสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. รับรองให้กับบริษัทที่จะประเมินค่าทรัพย์สินให้กับบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น ตอนนั้นเวียดนามก็เริ่มดีขึ้นแล้ว แต่ก็ยังมีอาคารขนาดใหญ่น้อยมาก ผู้คนก็ยังดูค่อนข้างยากจนอยู่มาก
ผมไปเวียดนามแทบทุกปี ปีละหลายครั้ง ครั้งล่าสุดที่ไปก็คือ เดือนมกราคม 2569 ปรากฏว่าที่กรุงฮานอย เจริญเติบโตขึ้นมาก คนเดินถนนต่างๆ ก็ “ดูดีมีชาติตระกูล” มีความทันสมัยขึ้นมามาก
แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ฮาลองเบย์ ดานัง ฮอยอัน ยาจาง กี่เยิน ก็ได้ข่าวว่าพัฒนาขึ้นมาก แถมยังมีเกาะฟุก๊วกอันลือลั่นอีกด้วย โรงแรมระดับนานาชาติพากันเปิดตัวกันมากมาย ผมไปประเมินค่าโรงแรมระดับนานาชาติหลายแห่งกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ไทยมีขนาดประเทศใหญ่กว่าเวียดนามถึง 56% แต่จำนวนประชากรเวียดนามขึ้นหลัก 102 ล้านคนแล้ว แต่ไทยยังอยู่ที่ 66 ล้านคน ประชากรไทยแทบไม่โตแล้ว แต่เวียดนามยังมีการเติบโตของประชากรสูง มีประชากรในวันแรงงานและวัยใช้สอยมาก ทำให้เศรษฐกิจเติบโต ทั้งนี้ ความหนาแน่นของประชากรเวียดนามอยู่ที่ 514 คนต่อตารางกิโลเมตร แต่ไทยมีเพียง 128 คนเท่านั้น
ขนาดเศรษฐกิจของเวียดนามอยู่ที่ 514 พันล้านดอลลาร์ ในขณะที่ไทยอยู่ที่ 570 พันล้านดอลลาร์ ไทยมีขนาดใหญ่กว่า 11% คาดการณ์กันว่าขนาดเศรษฐกิจเวียดนามจะโตกว่าไทยในปี 2572 หรือไม่เกิน 3-4 ปีข้างหน้านี้ ทั้งนี้เวียดนามมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 8.0% ในปี 2568 ในขณะที่ไทยโตเพียง 2.3% เท่านั้น
การลงทุนจากต่างประเทศในไทยกับเวียดนามสูงพอๆ กัน โดยเวียดนามอยู่ที่ 38.4 พันล้านดอลลาร์ ในขณะที่ไทยอยู่ที่ 43 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามมีผู้ไปลงทุนสูงมาก โดยถือว่ามากกว่าในประเทศไทยเสียอีก (ยกเว้นปี 2568)
ไทยได้รับการลงทุนจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน โดยเฉพาะในเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะการลงทุนด้านดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ในขณะเดียวกันเวียดนามถือเป็น “โรงงานของอาเซียน” มีนักลงทุนจากสิงคโปร์ไปเป็นอันมาก
อัตราเงินกู้ธนาคารของไทยอยู่ที่ 5.67% แต่เวียดนามอยู่ที่ 8.59% แสดงว่าที่เวียดนามกำลังร้อนแรง ในขณะที่ไทยมีฐานที่มั่นคงกว่า ชาวเวียดนามมีรายได้เดือนละประมาณ 13,048 บาท ไทยอยู่ที่ 20,253 บาท รายได้คนไทยยังสูงกว่าเวียดนาม 55%
หากพิจารณาถึงค่าเช่าห้องชุดในเมือง ไทยยังมีค่าเช่าที่แพงกว่า ราคาขายต่อตารางเมตรของห้องชุดก็แพงกว่า อัตราผลตอบแทนในการลงทุนในไทยน่าจะต่ำกว่าในเวียดนาม
ในเวียดนาม มีจุดเด่นที่แรงงานถูกกว่าไทย จึงทำให้โรงงานหลายแห่งย้ายฐานไปเวียดนาม (รวมทั้งอินโดนีเซีย) แต่ในไทย ทางราชการของเราดึงดูดนักลงทุนด้วย
1. การให้ต่างชาติสามารถซื้อที่ดินเลยในนิคมอุตสาหกรรม แต่ในเวียดนามสามารถเช่าที่ดินได้ 50 ปี ยกเว้นโครงการขนาดใหญ่ รัฐบาลอาจให้ถึง 70 ปี (น้อยมาก) แต่สำหรับในนิคมอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้วเหลือระยะเวลา 30-40 ปี เพราะจัดตั้งมาก่อนแล้ว
2. ในกรณีหากได้รับการส่งเสริมการลงทุน ต่างชาติก็ยังสามารถซื้อที่ดินได้ 5 ไร่ไว้ทำกิจการ 10 ไร่ ไว้อยู่อาศัย และ 20 ไร่ไว้สร้างที่อยู่อาศัยให้คนงานของตน แต่มาตรการแบบนี้ไม่มีในเวียดนาม
3. สำหรับการเช่าที่ดินทั่วไป ไทยให้เช่าได้สูงสุด 50 ปี หรือ 99 ปี (โดยเฉพาะในเขต EEC) ส่วนเวียดนามให้เช่าได้ไม่เกิน 50 ปี แต่ส่วนมากเขาไม่ให้เช่าที่ดิน
ในเวียดนามเคยคิดให้ต่างชาติเช่าที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมได้ถึง 99 ปี ปรากฏว่าประชาชนชาวเวียดนามเดินขบวนกันขนานใหญ่ทั่วเมืองใหญ่ทั่วประเทศ
เพราะเขาเห็นว่าเป็นการขายชาติ และนิคมฯ ดังกล่าวก็อยู่ใกล้ชายแดนจีน ผู้ที่จะมาลงทุนก็คงมีแต่นักลงทุนจีน ชาวเวียดนามจึงกลัวว่าจะถูกจีนยึดไป ทำให้ต้องออกมาเดินขบวน ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ในสังคมเวียดนาม (ยกเว้นกรณีต่อต้านต่างชาติในที่นี้) และในที่สุดรัฐบาลเวียดนามก็ต้องยอม “ยกธงขาว” กลับมาให้เช่าได้ไม่เกิน 50 ปีเช่นเดิม
ว่ากันว่า เวียดนามจัดการกับการไหลเข้าของสินค้าจีนโดยสร้างสมดุลระหว่างการพึ่งพาทางเศรษฐกิจกับจีนด้วยความพยายามในการกระจายการค้าและปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ (ไทยไม่ได้ทำ)
เวียดนามยังเสริมสร้างฐานการผลิตของตนและบังคับใช้การตรวจสอบด้านกฎระเบียบเพื่อจัดการกับการนำเข้า ยิ่งกว่านั้นเวียดนามแสวงหาข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะสหภาพยุโรปเพื่อลดการพึ่งพาจีนนั่นเอง
โดยสรุปแล้ว ต่างประเทศแห่กันไปลงทุนในเวียดนามมาอย่างต่อเนื่องและคาดว่าในปีต่อๆ ไปนี้ก็เช่นกัน เวียดนามเล็งเป้าไปที่เกาหลีว่าจะเติบโตเป็นประเทศไม่ยากจน-แถมร่ำรวยตามเกาหลี ไทยก็คงมีเป้าไปเป็นแบบเกาหลีโมเดลเช่นกัน แต่ไม่ทราบว่าเกาหลีไหน?

