วันพุธ ที่ 1 เมษายน 2569

Login
Login

วิกฤติน้ำมันโลก | คิดอนาคต

วิกฤติน้ำมันโลก | คิดอนาคต

หากมองประวัติศาสตร์ผ่านเลนส์ของ “น้ำมัน” จะเห็นวิกฤติน้ำมันหรือ Oil Shock ซึ่งเป็นการสะดุดครั้งใหญ่เป็นระยะๆ ส่งแรงกระเพื่อมไปถึงเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพการเมือง และโครงสร้างพลังงานของโลก

วิกฤติน้ำมันมักเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่บังคับให้รัฐและเศรษฐกิจต้องปรับตัวครั้งใหญ่ทุกครั้ง

หากเรียงตามลำดับเวลา วิกฤติน้ำมันครั้งใหญ่ของโลกมีอย่างน้อย 6 รอบสำคัญ โดย 3 รอบแรกในช่วงทศวรรษ 1970-1990 (2513-2533) มักมองว่าเป็น “วิกฤติน้ำมันแบบคลาสสิก” ขณะที่ 3 รอบหลังสะท้อนโลกยุคใหม่ที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม การเงิน และห่วงโซ่อุปทาน

จุดเริ่มต้นสำคัญอยู่ที่ปี 1973-1974 (2516-2517) เมื่อกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอาหรับใช้น้ำมันเป็นเครื่องมือทางการเมืองหลังสงครามด้วยการลดการส่งออกและคว่ำบาตรประเทศตะวันตก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเกือบ 4 เท่า เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ “stagflation” คือเงินเฟ้อสูงแต่การเติบโตต่ำ 

ผลกระทบของวิกฤติน้ำมันรอบแรกนี้เปลี่ยนวิธีคิดของรัฐอย่างถาวร สหรัฐอเมริกาเริ่มสร้างคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ ญี่ปุ่นเร่งเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ฝรั่งเศสตัดสินใจเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ และบราซิลพัฒนาเอทานอลเป็นพลังงานทางเลือก

ไม่กี่ปีต่อมา โลกเผชิญวิกฤติน้ำมันครั้งที่ 2 ในช่วงปี 1978-1980 (2521-2523) จากการปฏิวัติอิหร่านและสงครามอิหร่าน-อิรัก ซึ่งทำให้อุปทานน้ำมันโลกหายไป 5-7% ความตื่นตระหนกในตลาดทำให้เกิดการกักตุนและเก็งกำไรจนราคาพุ่งขึ้นอีกระลอกใหญ่

มีการยกระดับมาตรการเดิมให้กลายเป็นระบบถาวร เช่น กฎหมายประหยัดพลังงาน มาตรฐานรถยนต์ และการถือครองน้ำมันสำรองขั้นต่ำในระดับประเทศ

ในสหรัฐอเมริกา เงินเฟ้อเริ่มสะสมมาตั้งแต่ปี 2516 (วิกฤติครั้งที่ 1) จนกระทั่งมาเจอวิกฤติครั้งที่ 2 ซ้ำเติมในปี 2522 ทำให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 14% Paul Volcker ใช้นโยบาย “Shock Therapy” โดยขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 20% ในช่วงปี 2523-2524 เพื่อหยุดเงินเฟ้อ

แลกมาด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงในระยะสั้น สุดท้ายสามารถลดเงินเฟ้อและวางรากฐานระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ที่เน้นเสถียรภาพราคาเป็นศูนย์กลาง

วิกฤติน้ำมันเป็นหนึ่งในปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สะสมร่วมกับความไม่สมดุลการค้าโลก ทำให้สหรัฐเผชิญทั้งเงินเฟ้อสูง ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งเกินไปและการขาดดุลการค้า ขณะที่ญี่ปุ่นและเยอรมนีกลับกลายเป็นประเทศที่มีดุลการค้าเกินดุลสูง แรงไม่สมดุลนี้นำไปสู่ Plaza Accord ในปี 2528 ซึ่งประเทศอุตสาหกรรมหลักตกลงกันให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลงเพื่อปรับสมดุลการค้าโลก 

ผลลัพธ์ที่ตามมาใหญ่กว่าที่ตั้งใจไว้ คือ ค่าเงินเยนแข็งอย่างรวดเร็ว ญี่ปุ่นใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อพยุงเศรษฐกิจ เกิดฟองสบู่สินทรัพย์ และนำไปสู่ “Lost Decade” ของญี่ปุ่นในทศวรรษ 1990 (2533) ในขณะที่ประเทศไทยได้ประโยชน์จากการเข้ามาตั้งฐานการผลิตสำคัญของญี่ปุ่นในประเทศ

เข้าสู่ช่วงปี 2533-2534 วิกฤติน้ำมันเกิดขึ้นจากการที่อิรักบุกคูเวตทำให้อุปทานน้ำมันหายไปกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้ว่าราคาจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่รอบนี้แตกต่างจากทศวรรษ 1970 (2513) ตรงที่มีกลไกความร่วมมือ โดยเฉพาะบทบาทของ IEA ในการประสานประเทศสมาชิกให้ใช้สต็อกน้ำมันฉุกเฉินและหลีกเลี่ยงการกักตุนเกินจำเป็น วิกฤติรอบนี้จึงสั้นกว่าและควบคุมได้ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ลักษณะของวิกฤติน้ำมันเริ่มเปลี่ยนไป วิกฤติปี 2550-2551 ไม่ได้เกิดจากสงครามหรือการคว่ำบาตรโดยตรง แต่เกิดจากอุปสงค์โลกที่พุ่งสูง โดยเฉพาะจากเอเชีย

ขณะที่อุปทานตึงตัว ราคาน้ำมันแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะทรุดลงพร้อมวิกฤติการเงินโลก ในรอบนี้ หลายประเทศเลือกใช้ “การอุดหนุน” และ “การตรึงราคา” เพื่อปกป้องประชาชน แม้จะต้องแลกกับภาระการคลังระยะยาว

ปี 2565 เป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อสงครามรัสเซีย-ยูเครนทำให้โลกเผชิญวิกฤติพลังงานระดับโลกครั้งแรกในยุคโลกาภิวัตน์ที่เชื่อมโยงทั้งพลังงาน อาหาร ปุ๋ยและห่วงโซ่อุปทานอย่างพร้อมกัน

มาตรการของรัฐไม่ได้จำกัดอยู่แค่การปล่อยสต็อกหรืออุดหนุนราคา แต่ขยายไปสู่การลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานเสี่ยง เช่น นโยบาย REPowerEU ของสหภาพยุโรปที่เร่งพลังงานหมุนเวียนและประสิทธิภาพพลังงาน

ล่าสุดในปี 2569 โลกกำลังเผชิญวิกฤติครั้งใหม่จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของตลาดน้ำมันโลก

การหยุดชะงักครั้งนี้มองว่าใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำให้ประเทศสมาชิก IEA ต้องปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินถึง 400 ล้านบาร์เรลเพื่อพยุงตลาด ขณะที่ราคาน้ำมันยังแกว่งตัวสูงและผันผวนตามสถานการณ์การเมือง

ผลกระทบของวิกฤติน้ำมันแทบทุกครั้งมีรูปแบบคล้ายกัน คือ ราคาพลังงานและเงินเฟ้อพุ่ง ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น เศรษฐกิจชะลอ และท้ายที่สุดรัฐต้องปรับโครงสร้างพลังงาน

ส่วนมาตรการรับมือมักเกิดขึ้นเป็น 3 ชั้นที่เกิดซ้ำแทบทุกวิกฤติ ได้แก่ ระยะสั้น เริ่มจากการกดราคาหรือปล่อยสต็อก เพื่อบรรเทาความตื่นตระหนก ระยะกลาง คือการลดการใช้พลังงาน เช่น มาตรฐานประหยัดพลังงานหรือการจำกัดการใช้ และระยะยาว คือการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน เช่น การพัฒนานิวเคลียร์ LNG หรือพลังงานหมุนเวียน เป็นต้น

เมื่อมองไปในอนาคต นอกจากวิกฤติน้ำมันแบบเดิมแล้ว เราอาจจะต้องเผชิญวิกฤติการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition Shock) ที่เกิดจากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การจัดระเบียบตลาดพลังงานใหม่เป็นกลุ่ม (energy blocs)

และกติกาการค้าใหม่ที่ผูกกับคาร์บอนมากขึ้น ความมั่นคงทางพลังงานรูปแบบใหม่จะเป็นเรื่องสำคัญ พร้อมกับความสามารถในการรับมือวิกฤติที่ควรจะดีกว่าที่เคยเป็นมา

 

วิกฤติน้ำมันโลก | คิดอนาคต